Custom Search
หน้าแรก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ข่าวกิจกรรม (+) คู่มือเด็กคอมฯ ประวัติมหาวิทยาลัยฯ ทำเนียบรุ่นศิษย์เก่า รูปภาพเพื่อนๆ สมุดเยี่ยมชมเว็บไซต์




ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ หลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์
Computer Science, Rajabhat Rajanagarindra University Alumni.

ทักทาย: " ตอนนี้เพื่อนๆ คงสบายดีกันทุกๆ คนนะ :) ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นแล้ว รักษาสุขภาพกันด้วยนะ เดี๋ยวจะไม่สบายกัน
สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังเรียนต่อกันอยู่ ก็คงใกล้จบกันแล้ว ก็ขอเอาใจช่วยให้ประสบความสำเร็จเร็วๆ จ้า (อย่าลืมหาเวลาผักผ่อนด้วยนะจ๊ะ)
สุดท้ายนี้ ถ้ามีข่าวแจ้งกับเพื่อนๆ ผ่านทางเว็บนี้ก็อีเมล์ไปที่นี่ได้จ้า prayut_14@hotmail.com :) "

  • งานแต่งงานพงษ์เทพ(มู) 4 มีนาคม 2555 นี้นะครับ - ขออัพเดตเว็บไซต์สักหน่อยนะครับ พักหลังไม่ค่อยได้ลงอัพเดตข่าวเพื่อนๆ กันสักเท่าไหร่ อิอิ ก็ไม่ค่อยมีเรื่องนำมาเขียนอะนะ มาคร่าวนี้ขอแจ้งข่าวงานแต่งงานของ...
    14 years ago
เว็บไซต์วิทยาการคอมพิวเตอร์ฯ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี - เพื่อนๆ แวะทักทาย/แจ้งข่าว คลิกที่นี่เลยจ้า! - รับข่าวทางอีเมล์
Showing posts with label คู่มือเด็กคอมฯ. Show all posts
Showing posts with label คู่มือเด็กคอมฯ. Show all posts

Monday, October 6, 2008

การสร้าง share โฟลเดอร์ในวินโดว์ XP

สำหรับหลายๆ คนการสร้าง share โฟลเดอร์ในวินโดว์ XP คงจะคุ้นเคยกันอยู่แล้ว ก็คงชิวๆๆ ผ่านไปได้เลยครับ แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยลอง วันนี้มาลองทำกันดูครับ


ประโยชน์ของการสร้าง share โฟลเดอร์ก็เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ
สามารถเข้ามาใช้งานไฟล์ในเครื่องที่ share ไว้ผ่านเครือข่าย network
ได้อย่างสะดวกซึ่งอาจจะสร้างเป็น files server เป็นต้น

แบบที่ 1: การสร้าง share โฟลเดอร์ในวินโดว์ XP Pro แบบเบื้องต้น มีขั้นตอนดังนี้

  1. ไปยังชื่อโฟลเดอร์ที่ต้องการ share แล้วคลิกเม้าส์ปุ่มขวาที่ชื่อโฟลเดอร์ (ตัวอย่างในรูปชื่อโฟลเดอร์คือ share_data) จะปรากฏ popup เมนูขึ้นมา ให้คลิกเลือกเมนู Sharing and Security...
  2. จะปรากฏหน้าต่าง Properties ขึ้นมาให้คลิกเลือกที่แท็บ Sharing


  3. ไปยังหัวข้อ Network sharing and security คลิกเลือกที่ลิงก์ If you understand the security risks but want to share files without running the wizard, click here. (บางกรณีจะไม่พบหัวข้อนี้ แต่จะข้ามไปข้อ 5 เลย)
  4. คลิกเลือกตัวเลือกที่ 2 (เพื่อความรวดเร็ว)
  5. จะกลับมาที่หน้าต่าง properties อีกครั้ง ที่แท็บ Sharing ในหัวข้อ Network sharing and security ให้คลิกที่ช่อง [ ] Share this folder on the network และใส่ชื่อ share name ที่ต้องการ



    โดยปกติค่าเริ่มต้นที่จะเป็นชื่อโฟลเดอร์ที่แชร์ แต่เราสามารถเปลี่ยนเป็นชื่ออื่นได้ตามต้องการ
    ถ้าหากต้องการกำหนดให้เป็น share แบบซ่อนให้ใส่ $ ตามหลังชื่อ Share name ซึ่งจะไม่แสดงให้เห็นเมื่อ browse ไฟล์ผ่าน network จะต้องพิมพ์ชื่อ share nameที่ตั้งไว้และตามด้วย $ เองจ้า
  6. หากต้องการให้ผู้อื่นสามารถ แก้ไข/ลบ/สร้างไฟล์ ผ่าน network ได้ ให้คลิกเลือกที่ช่อง [ ] Allow network users to change my files (ถ้าไม่เลือกจะเป็นการ share แบบอ่านได้อย่างเดียว)
  7. คลิกที่ปุ่ม Apply และคลิกที่ปุ่ม OK ก็เป็นอันเสร็จสิ้นการสร้าง share โฟลเดอร์แล้วละครับ โดยสังเกตโฟลเดอร์ที่ share ไว้โดยทั่วไปจะมีรูปไอคอนแบบนี้

สำหรับการสร้าง share แบบแรกนี้สำหรับผู้ใช้ทั่วไปก็ง่ายดีครับ แต่จะเห็นว่าการ share แบบนี้ต้องขอบอกก่อนว่าเป็นการ share ให้ทุกคนสามารถเข้าใช้งานได้เหมือนกัน จะไม่สามารถกำหนดแยก user name ว่าจะให้ใครใช้งานได้บ้าง หรือใครสามารถแก้ไขข้อมูลได้ และจะไม่มีการถาม username และ password ก่อนเข้าใช้งานครับ

หากต้องการ share แบบที่สามารถกำหนดสิทธิ์การใช้งาน(permission) ที่ละเอียดขึ้น ก็สามารถทำได้ครับ (จริงๆ ทำได้อยู่แล้ว เพียงแต่ซ่อนไว้แค่นั้นเอง ) ถ้าอย่างงั้นมาลองสร้าง share แบบที่กำหนดสิทธิ์ได้มากขึ้นกันครับ มายากครับ ทำตามนี้เลย


แบบที่ 2 : การสร้าง share โฟลเดอร์แบบกำหนดสิทธิ์และผู้ใช้งานได้ มีขั้นตอนดังนี้

  1. เปิดหน้าต่าง Folder Options (ไปที่โปรแกรม Windows Explorer คลิกที่เมนู Tools -> Folder Options... หรือคลิกที่ปุ่ม start -> Run... พิมพ์คำสั่ง control folders แล้วกดปุ่ม enter)
  2. จะปรากฏหน้าต่าง Folder Options ขึ้นมาให้คลิกที่แท็บ View


  3. ในหัวข้อ Advanced settings: ให้ไปยังคลิกยกเลิกเครื่องหมายถูกออกจากช่อง [ ] Use simple file sharing (Recommended) จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Apply และคลิกที่ปุ่ม OK
  4. ไปยังชื่อโฟลเดอร์ที่ต้องการ share แล้วคลิกเม้าส์ปุ่มขวาที่ชื่อโฟลเดอร์ (ตัวอย่างในรูปชื่อโฟลเดอร์คือ share_data) จะปรากฏ popup เมนูขึ้นมา ให้คลิกเลือกเมนู Sharing and Security...
  5. จะปรากฏหน้าต่าง Properties ขึ้นมาให้คลิกเลือกที่แท็บ Sharing (จะเห็นว่าหน้าตาจะแตกต่างจากแบบที่ 1)


  6. คลิกเลือกที่ Share this folder จากนั้นใส่ชื่อ Share name ที่ต้องการ (อาจจะใส่ข้อความ comment และกำหนด User limit คือจำนวนผู้ใช้งานที่สามารถเข้าใช้งานได้พร้อมกัน ถ้าจำไม่ผิด windows xp จะยอมให้เข้าใช้งานผ่าน network ได้พร้อมกันสูงสุด 10 users)
  7. กำหนดชื่อผู้ใช้(User) หรือกลุ่ม(Groups) และสิทธิ์ที่สามารถใช้งานได้ ให้คลิกที่ปุ่ม Permissions
  8. จะปรากฏหน้าต่าง Permissions ขึ้นมา โดยค่าเริ่มต้นจะมี Everyone คือทุกคนสามารถเข้าใช้งานได้โดยมี permissions แบบ read เท่านั้น (อ่านได้ย่างเดียวแก้ไขไม่ได้)


  9. คลิกที่ปุ่ม Add... เพื่อเลือกกลุ่มหรือชื่อผู้ใช้(Group or user names) จะปรากฏหน้าต่างขึ้นมาให้คลิกที่ปุ่ม Advanced...


  10. คลิกที่ปุ่ม Find Now จากนั้นคลิกเลือกกลุ่มหรือชื่อผู้ใช้ที่ต้องการ และคลิกที่ปุ่ม OK



    * สามารถกดปุ่ม Ctrl ค้างไว้และคลิกเลือกหลายๆ รายชื่อที่ต้องการได้
  11. จะกลับมายังหน้าต่างแสดงรายชื่อที่เลือกไว้ เมื่อได้รายชื่อที่ต้องการครบแล้วให้คลิกที่ปุ่ม OK


  12. เมื่อได้รายชื่อหรือกลุ่มที่ต้องการแล้ว ก็มากำหนดสิทธิ์การใช้งาน(Permission) ให้แต่ละกลุ่มหรือผู้ใช้ตามต้องการ


  13. เมื่อกำหนดสิทธิ์เสร็จเรียบร้อยแล้วก็คลิกที่ปุ่ม Apply และคลิกที่ปุ่ม OK ก็เป็นอันเสร็จสิ้นการสร้าง share โฟลเดอร์แล้วละครับ โดยสังเกตโฟลเดอร์ที่ share ไว้โดยทั่วไปจะมีรูปไอคอนแบบนี้

* สำหรับความรู้เกี่ยวกับการจัดการข้อมูล Groups และ Users ในวินโดว์ XP ก็ลองไปศึกษาเพิ่มเติมนะครับ ในอินเตอร์เน็ตมีข้อมูลเหล่านี้ไว้ให้ศึกษาอยู่แล้วครับ ลอง search ดูครับ :)


อ่านรายละเอียด...

Tuesday, August 19, 2008

มาตั้งเวลาตามมาตรฐานกัน

ในช่วงเดือนนี้ได้อ่านข่าวเกี่ยวกับการตั้งค่าเวลามาตรฐานของไทยให้ตรงกันในวันที่ 23 สิงหาคม 2551 นี้และมีอีเมล์จากเพื่อนๆ ส่งมาแจ้งเรื่องนี้ จึงลองหาข้อมูลเพิ่มเติมมาให้อ่านกันเพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้น เพื่อจะได้เตรียมตัวตั้งเวลาตามเวลามาตรฐานกัน

ทำไมต้องตั้งเวลาให้ตรงกัน?
ที่ผ่านมาเวลาของประเทศไทยไม่มีมาตรฐานแน่นอน อย่างช่วงเคารพธงชาติที่แต่ละจังหวัดเคารพธงชาติไม่ตรงกัน ดังนั้น สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติจะปรับเปลี่ยนเวลาของประเทศไทยใหม่ทั่วประเทศ เพื่อให้ถูกต้องแม่นยำตามหลักสากล ตามประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง หลักเกณฑ์การเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ พ.ศ.2550 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 ส.ค. 2551 นี้ โดยกำหนดให้ผู้ประกอบ 4 ประเภท อาทิ ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมและกิจการกระจายภาพและเสียง ผู้ให้บริการการเข้าถึงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ผู้ให้บริการร้านอินเตอร์เน็ตต่างๆ ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามจะต้องมีโทษปรับประมาณ 100,000-500,000 บาท


เวลามาตรฐาน
"เวลา" มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อชีวิตประจำวันของเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นด้าน การทหาร, การเงิน, การแพทย์, การจราจร, การขนส่ง, การสื่อสาร, การติดต่อธุรกิจ, และอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งภายในและนอกประเทศ ดังนั้น ภารกิจของห้องปฏิบัติการด้านเวลา สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ คือ การจัดหา, รักษา และถ่ายทอด มาตรฐานทางด้านเวลา ไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและผู้ใช้บริการต่างๆ พร้อมทั้งได้มีการพัฒนาขีดความสามารถด้านการวัดเวลาและความถี่ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ตาม พ.ร.บ.พัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ พ.ศ. 2540

ระบบเวลา

  • TAI (International Atomic Time) เวลาอะตอม เป็นเวลาที่ใช้อ้างอิงระหว่างประเทศซึ่งถูกคำนวณที่ สำนักงานชั่ง ตวง วัด ระหว่างประเทศ (BIPM) โดยใช้ข้อมูลจาก นาฬิกา ซีเซียม (Cesium clock) มากกว่า 250 เครื่องซึ่งตั้งอยู่ตามสถาบันมาตรวิทยาของประเทศต่างๆกว่า 50 ประเทศ รวมทั้งสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ประเทศไทย
  • UTC (Coordinated universal Time) คือเวลา TAI ที่ถูกเพิ่ม-ลด วินาที (Leap second) เพื่อให้สอดคล้องกับเวลาที่ได้จากการโคจรของโลก (UTC - กำหนดขึ้นในปี ค.ศ.1972 หาได้จากผลรวมของระบบเวลา TAI และ UT1, UTC(t) - TAI(t) = n seconds และ l UTC(t) - UT1(t) l < 0.9 s.
  • UTC(NIMT) คือเวลามาตรฐานประเทศไทยได้จากนาฬิกา Cesium ถูกคำนวณโดย BIPM โดยเทียบกับเวลามาตรฐานอ้างอิง UTC ซึ่งมีความไม่แน่นอนอยู่ที่ 20 นาโนวินาที จาก BIPM Circular T.
  • UT-1 (Universal Time) คือเวลาที่เกิดจากการโคจรของโลกซึ่งพัฒนามาจาก UT-0 และถูกแก้ค่า (correct) จากการเปลี่ยนแปลงทาง Longitude ของสถานีสังเกตการณ์ เนื่องจากการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของขั้วโลก โดยนิยามข้างต้นจะสามารถอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นดังรูปที่ 1 ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าเวลามาตรฐานของประเทศต่างๆรวมทั้งประเทศไทยมีการสอบกลับได้ (Traceability) และส่งผลให้ระบบเวลาของประเทศต่างมีความถูกต้องสอดคล้องกันทั่วโลก (UT-เป็นเวลาไดนามิคส์ (dynamic time) หาได้จากการหมุนรอบตัวเองของโลก)
  • ET (Ephemeris Time) เป็นเวลาไดนามิคส์ (dynamic time) หาได้จากการเคลื่อนที่ของวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์

* หน่วยหลักสำหรับนับเวลาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันกำหนดให้ 1 วินาที เท่ากับ ความถี่ 9,192,631,770 รอบของปรมณูธาตุซีเซียม 133 (Cesium 133)
* ค่าคลาดเคลื่อนของระบบให้บริการเวลาทาง Internet เมื่อเทียบกับนาฬิกาปรมณูธาตุซีเซียม 133 (Cesium 133) ประมาณ 29 ns


รูปแสดงขั้นตอนในการคำนวณหาค่า TAI และ UTC



วิธีการปรับเทียบเวลามาตรฐานทาง Internet ผ่านระบบ NTP
(Time Synchronization through Internet by NTP)


การปรับเทียบเวลามาตรฐานทาง Internet ผ่านระบบ Network Time Protocol ( NTP) คืออะไร
NTP Protocol เป็น Protocol ที่ใช้สำหรับปรับเทียบเวลา ( Time Synchronization) ของ Computer โดยอาศัยเครือข่าย Internet เป็นสื่อกลางในการส่งข้อมูลเวลามาตรฐานไปยังเครื่องลูกข่าย โดยมีเครื่องแม่ข่าย ( NTP Server) เป็นตัวให้บริการส่งเวลามาตรฐานไปยังเครื่องปลายทางเพื่อปรับเทียบเวลาให้ตรงกลับเวลามาตรฐาน ( Time Standard) ซึ่งเป็นค่าเวลาที่ทาง Time & Frequency Lab. ได้ทำการเก็บรักษาไว้โดยวิธีการเปรียบเทียบกับเวลามาตรฐานของประเทศอื่นๆซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ โดยมีความถูกต้องอยู่ที่ ประมาณ 1 millisecond ในระบบ LAN และประมาณ 10 millisecond ในระบบ WAN นับว่าเป็นความคลาดเคลื่อนที่อยู่ในระดับต่ำ อีกทั้งยังง่ายต่อการเข้าถึงของผู้ใช้ทั่วไป แค่เพียงมี PC ที่สามารถเชื่อมต่อ เข้าระบบ Internet ได้ผู้ใช้ก็สามารถที่จะ Synchronize เวลามาตรฐานผ่านระบบ NTP ได้ทันที

สำหรับการตั้งเวลามาตรฐานในประเทศไทยผ่านอินเทอร์เน็ตสามารถอ้างอิงเวลาได้จากเครื่องเซิร์ฟเวอร์ของสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (time1.nimt.or.th หรือ time2.nimt.or.th หรือ time3.nimt.or.th) และจากกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ (time.navy.mi.th หรือ time2.navy.mi.th หรือ time3.navy.mi.th)


ตั้งเวลามาตรฐานสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ ให้ตรงกับเวลาของสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ

กรณีใช้ Window Xp ขึ้นไปให้ double click ตรงตำแหน่งที่แสดงเวลาด้านล่างขวาของหน้าจอคอมพิวเตอร์ดังที่แสดงในรูปด้านล่าง



รูปที่ 1 แสดงตำแหน่งที่ใช้ตั้งค่าเวลา


รูปที่ 2 แสดงวิธีการตั้งค่าการ Synchronize เวลา กับเครื่องแม่ข่าย
ของสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต



วิธีการตั้งค่า
  1. Click ไปที่ Tab Internet Time แล้วเลือก Check Box ที่ Automatically Synchronize with and internet time server และ ใส่ค่า IP Address ของ NTP Server ของสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ดังรูปที่ 2 (เลือกใส่อันไหนก็ได้ )
    ให้ใส่ time1.nimt.or.th หรือ time2.nimt.or.th หรือ time3.nimt.or.th
  2. จากนั้นให้ Click ที่ปุ่ม Update Now และให้สังเกตบรรทัดล่างจะปรากฏคำว่า The time has been successfully synchronized with " time1.nimt.or.th ( IP Address of NIMT TIME SERVER) " on 11/2/2549 at 16:03. ( ดังแสดงในวงกลมสีแดงในรูปด้านล่าง) นั่นหมายถึงสามารถที่จะ Synchronize เวลากับเครื่องแม่ข่ายได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และ ถือเป็นอันเสร็จขั้นตอนการ Synchronize เวลาจากเครื่องแม่ข่าย
  3. คลิกที่ปุ่ม Apply และคลิกที่ปุ่ม OK

โปรแกรมประยุกต์อื่นๆสำหรับใช้ Synchronize เวลาผ่านระบบเครือข่าย
นอกจากเครื่องมือมาตรฐานที่ Windows Xp ให้มาแล้วยังสามารถที่จะใช้โปรแกรมประยุกต์อื่นๆ ที่รองรับการทำงานของระบบ NTP ได้ ในที่นี้ทาง ห้องปฏิบัติการด้านเวลาและความถี่ อยากจะแนะนำ Software ที่ทำงานในลักษณะดังกล่าวอยู่ 2 ตัวได้แก่ Dimension 4 ซึ่งมีความสามารถในการรองรับการใช้งานระบบ NTP ได้ ซึ่ง Software ดังกล่าวสามารถ Download ได้ทาง Internet ที่ www.thinkman.com โปรแกรม Dimension4 ซึ่งจะยอมให้สามารถ setup ค่าต่างๆได้อย่างละเอียดและ User Interface ดูแล้วไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป (ดูการติดตั้งที่ http://www.navy.mi.th/hydro/time/)


ปัจจุบันประชาชนสามารถเทียบเวลาได้ 4 วิธี คือ

  1. การสอบเทียบเวลาที่ห้องปฏิบัติการโดยตรง
  2. การสอบเทียบทางโทรศัพท์ด้วยการโทรไปที่หมายเลข 181 เพื่อฟังเสียงโดยตรง
  3. การเทียบเวลาจากประกาศเวลามาตรฐานที่มีการประกาศตามวิทยุกระจายเสียง
  4. การสอบเทียบผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยซิงโครไนซ์เวลาได้ที่ เอ็นทีพี เซิร์ฟเวอร์ หมายเลข 203.185.69.60 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://tf.nist.gov/general/softwarelist.htm

แหล่งข้อมูล:


อ่านรายละเอียด...

Monday, July 21, 2008

ปัญหาเรื่องถามหาไฟล์ sku011.cab ของ MS Office 2003

ปัญหาเรื่องถามหาไฟล์ sku011.cab ( cabinet file ) ของ Microsoft office 2003 เวลาที่ดับเบิ้ลคลิกที่ไฟล์เพื่อเปิดไฟล์ โดยจะถามหาไฟล์นี้ตลอดเวลา

สาเหตุเกิดได้หลายประการ
ประการหนึ่งที่อาจเป็นไปได้ (ในกรณีของผม) คือ เคยลง microsoft office มากกว่า 1 ครั้ง แล้วมี user ที่ set ไว้ในเครื่องมากกว่า 1 account ซึ่งอาจทำให้เกิดการ conflict เวลาโหลดไฟล์ต่างๆ ของ office มาใช้

วิธีแก้เมื่อเจอปัญหาดังกล่าวทำได้ดังนี้
  1. ปิดโปรแกรม Ms Office ที่เปิดอยู่ทั้งหมดก่อน
  2. เปิด registry editor (คลิกที่ปุ่ม Start -> run... พิมพ์ regedit กดปุ่ม enter)
  3. เปิดไปตามคีย์ดังนี้
    HKEY_LOCAL_MACHINE\Software\Microsoft\Office\11.0\Delivery
  4. ในคีย์ Delivery จะมี DownloadCode ซึ่งจะเป็นตัวเลขลักษณะประมาณนี้อยู่
    90000409-6000-11D3-8CFE-0150048383C9
  5. คลิ๊กที่ตัวเลขแล้วสังเกตด้านขวามือให้แก้ไขค่า CDCache ให้เป็น 0

ที่มา: wara.com


อ่านรายละเอียด...

Friday, July 18, 2008

ปัญหารายละเอียดใต้รูป Thumbnails หาย

ไม่รู้มีใครเคยเจอปัญหานี้หรือเปล่า XP มีบางโฟลเดอร์เวลาแสดงรายการไฟล์(Views) ในหน้าต่าง Windows Explorer แบบ Thumbnails แล้วมีแต่รูปไม่มีรายชื่อไฟล์หรือชื่อโฟล์เดอร์แสดงอยู่ด้านล่าง แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น views แบบอื่นจะเห็นชื่อไฟล์นะ ตอนเจอปัญหานี้ก็งงไปเหมือนกันแต่ก็แก้ไขได้โดยการ restore default ให้โฟลเดอร์ แต่ก็น่าสงสัยว่าสาเหตุเป็นเพราะอะไรหรือจะโดนไวรัสซะแล้ว ก็ต้องถามพี่ google เค้าอีกอะนะ จนไปอ่านว่ามีคนเจอปัญหาแบบนี้เหมือนกัน (มีเพื่อนแล้วเรา 555)

สาเหตุน่าจะเกิดจากการ กดปุ่ม Shift ค้างไว้และคลิก เมนู Thumbnails จะทำให้ชื่อไฟล์หรือชื่อโฟลเดอร์หายไป และเมื่อเปลี่ยนไปเลือก views แบบอื่นแล้วกดปุ่ม Shift ค้างไว้แล้คลิกที่เมนู Thumbnails อีกครั้งรายชื่อไฟล์หรือโฟลเดอร์ก็จะกลับมาแสดงตามปกติ
หรือ กด Shift ค้างไว้ขณะที่ดับเบิ้ลคลิกเพื่อเปิดโฟล์เดอร์หรือคลิกที่เมนู Explorer หรือ Open ก็ทำให้ชื่อไฟล์หรือชื่อโฟลเดอร์หายไปเมื่อ views แบบ Thumbnails เช่นกัน
*** กดปุ่ม Alt ค้างไว้และดับเบิ้ลคลิกที่ไฟล์หรือโฟลเดอร์จะเป็นการเปิดหน้าต่างคุณสมบัติของไฟล์(Properties) นะจ๊ะ

อ่านรายละเอียด...

Tuesday, April 29, 2008

การใช้งาน Folder Options

การใช้งาน Folder OptionsFolder Options เป็นส่วนของวินโดว์ในการกำหนดค่าของการแสดงรายการโฟลเดอร์และไฟล์ในหน้าต่าง Windows Explorer เช่น การ View แสดงไฟล์ประเภทต่างๆ, การแสดงไฟล์ซ่อน เป็นต้น

วิธีการเปิด Folder Options:
วิธีที่ 1) เปิดโปรแกรม Windows Explore คลิกที่เมนู Tools -> Folder Options...
วิธีที่ 2) คลิกที่ Start -> Settings -> Control Panel -> Folder Options
วิธีที่ 3) คลิกที่ปุ่ม Start->Run... พิมพ์ Control FolderS แล้วคลิกปุ่ม OK

รูปหน้าต่าง Folder Options


Folder Options จากที่เห็นในวินโดว์ XP จะประกอบด้วย 4 แท็บคือ General, View, File types และ Offline filesแต่โดยส่วนใหญ่จะเข้าไปใช้งานในส่วน View มากกว่าส่วนอื่นครับ

ใน Advanced Settings: จะเป็นการกำหนดการแสดงรายการ files and folders ในโปรแกรม Windows Explorer เช่น
- Hiden fildes and folders จะให้แสดงไฟล์และโฟลเดอร์ที่ซ่อนไว้หรือไม่
- Hide extension for known file types กำหนดให้ซ่อนนามสกุลไฟล์
- Hide protected operating system files กำหนดให้ซ่อนโฟลเดอร์และไฟล์ที่เป็นไฟล์ระบบของวินโดว์

มีอีกหลายหัวข้อที่น่าสนใจครับ ว่างๆ ลองไปศึกษาเพิ่มเติมเอาเองอะนะ
อ่านรายละเอียด...

การแก้ไขปัญหาการใช้งานวินโดว์เบื้องต้น

การแก้ไขปัญหาการใช้งานวินโดว์เบื้องต้นซึ่งเกิดจากการติดไวรัส โดยใช้งานโปรแกรม Group Policy หรือ gpedit.msc

วิธีเปิดโปรแกรม Group Policy :
คลิกที่ปุ่ม Start คลิกที่เมนู Run... พิมพ์ gpedit.msc ในช่อง Open: แล้วคลิกที่ปุ่ม OK


*** โปรดทำการแก้ไขด้วยความระมัดระวัง หากแก้ไขผิดพลาดอาจจะเข้าใช้งานวินโดว์ไม่ได้ ***

ปัญหาที่พบบ่อยๆ
ไม่สามารถใช้งานโปรแกรม Regedit ได้
1) คลิกที่ User Configuration\Administrative Templates\System
2) ดับเบิ้ลคลิกที่ Prevent access to registry editing tools
3) คลิกที่แท็บ Setting เลือก Not Configured หรือ Disabled
4) คลิกที่ปุ่ม Apply
5) คลิกที่ปุ่ม OK

ไม่สามารถเปิดโปรแกรม Task Manager ได้
1) คลิกที่ User Configuration\Administrative Templates\System\Ctrl+Alt+Del Options
2) ดับเบิ้ลคลิกที่ Remove Task Manager
3) คลิกที่แท็บ Setting เลือก Not Configured หรือ Disabled
4) คลิกที่ปุ่ม Apply
5) คลิกที่ปุ่ม OK

ไม่สามารถเปิดเมนู Tools -> Folder Options...
เพื่อแก้ไขคุณสมบัติการ View ของ Windoes Explorer ได้
1) คลิกที่ User Configuration\Administrative Templates\Windows Components\Windows Explorer
2) ดับเบิ้ลคลิกที่ Removes the Folder Options menu item from the toos menu
3) คลิกที่แท็บ Setting เลือก Not Configured หรือ Disabled
4) คลิกที่ปุ่ม Apply
5) คลิกที่ปุ่ม OK
*** ต้องเปิดหน้าต่าง Windows Explorer ใหม่จึงจะเห็นผล ***

หรือจะใช้โปรแกรม Regedit
คีย์ User Key: HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer
คีย์ System Key: HKEY_LOCAL_MACHINE\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer

Value Name: NoFolderOptions
Data Type: REG_DWORD (DWORD Value)
Value Data: (0 = show options, 1 = hide options)
อ่านรายละเอียด...

Friday, April 25, 2008

ซ่อนไดร์ฟใน My Computer

เมื่อทำการซ่อนไดร์ฟด้วยวิธีนี้แล้ว จะไม่สามารถมองเห็นทั้งใน My Computer และโปรแกรม ไม่ว่าจะเปิดด้วยโปรแกรมอะไรก็ตาม
  1. คลิกปุ่ม start -> Run... พิมพ์ regedit
  2. เข้าไปที่ HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\ CurrentVersion\Policies\Explorer
  3. สร้างค่า DWORD ขึ้นมาใหม่ โดยให้คลิกขวาตรงพื้นที่ว่างๆแล้วเลือกคำสั่ง New -> DWORD Value
  4. ตั้ง DWORD Value เป็นชื่อ NoDrives
  5. คลิกขวา NoDrives แล้วเลือกคำสั่ง Modify
  6. ให้ใส่ค่า
    ค่า 1 จะเป็นการซ่อนไดรฟ์ A ให้หายไป
    ค่า 4 จะเป็นการซ่อนไดรฟ์ C ให้หายไป
    ค่า 8 จะเป็นการซ่อนไดรฟ์ D ให้หายไป
    ค่า 10 จะเป็นการซ่อนไดรฟ์ E ให้หายไป
    ค่า 20 จะเป็นการซ่อนไดรฟ์ F ให้หายไป
    ค่า 40 จะเป็นการซ่อนไดรฟ์ G ให้หายไป
    ค่า 80 จะเป็นการซ่อนไดรฟ์ H ให้หายไป

แม้ว่าไดร์ฟ C จะถูกซ่อนอยู่หรือไดร์ฟอื่นที่ซ่อนไว้ แต่เราสามารถเข้าถึงได้ โดยพิมพ์ C: ลงในช่อง Address แล้วกดปุ่ม Enter ที่ คีย์บอร์ด ข้อมูลที่อยู่ในไดร์ฟ C: ก็จะปรากฎออกมา หากเราต้องการแก้ไขกลับเป็นแบบเดิมให้เราทำการลบไฟล์ NoDrives ที่เราสร้างขึ้นนั้นทิ้งไป แล้วรีสตาร์ทเครื่อง ก็จะกลับมาเป็นแบบเดิม

ที่มา : bcoms.net


อ่านรายละเอียด...

รวมคำสั่ง Run ที่ใช้ใน Windows

coการใช้คำสั่ง Run ของวินโดว์ให้คลิกปุ่ม start -> Run.. จะปรากฏหน้าต่างขึ้นมาสำหรับพิมพ์คำสั่งตามรูปด้านล่างนี้

ตารางแสดงคำสั่ง Run

คำอธิบาย


คำสั่ง

1. เรียกโปรแกรม Accessibility Optionsaccess.cpl
2. เรียกโปรแกรม Add Hardwarehdwwiz.cpl
3. เรียกโปรแกรม Add/Remove Programsappwiz.cpl
4. เรียกโปรแกรม Administrative Toolscontrol admintools
5. ตั้งค่า Automatic Updateswuaucpl.cpl
6. เรียกโปรแกรม Bluetooth Transfer Wizardfsquirt
7. เรียกโปรแกรม เครื่องคิดเลข (Calculator)calc
8. เรียกโปรแกรม Certificate Managercertmgr.msc
9. เรียกโปรแกรม Character Mapcharmap
10. เรียกโปรแกรม ตรวจสอบดิสก์ (Check Disk Utility)chkdsk
11. เรียกดูคลิปบอร์ด (Clipboard Viewer)clipbrd
12. เรียกหน้าต่างดอส (Command Prompt)cmd
13. เรียกโปรแกรม Component Servicesdcomcnfg
14. เรียกโปรแกรม Computer Management compmgmt.msc
15. เรียกดู/ตั้ง เวลาและวันที่timedate.cpl
16. เรียกหน้าต่าง Device Managerdevmgmt.msc
17. เรียกดูข้อมูล Direct X (Direct X Troubleshooter) dxdiag
18. เรียกโปรแกรม Disk Cleanup Utility cleanmgr
19. เรียกโปรแกรม Disk Defragment dfrg.msc
20. เรียกโปรแกรม Disk Management diskmgmt.msc
21. เรียกโปรแกรม Disk Partition Manager diskpart
22. เรียกหน้าต่าง Display Properties

control desktop
หรือ desk.cpl

23. เรียกหน้าต่าง Display Properties เพื่อปรับสีวินโดวส์ control color
24. เรียกดูโปรแกรมช่วยแก้ไขปัญหา (Dr. Watson)drwtsn32
25. เรียกโปรแกรมตรวจสอบไดร์ฟเวอร์ (Driver Verifier Utility)verifier
26. เรียกดูประวัติการทำงานของเครื่อง (Event Viewer)eventvwr.msc
27. เรียกเครื่องมือตรวจสอบไฟล์ File Signature Verification Tool sigverif
28. เรียกหน้าต่าง Folders Optionscontrol folders
29. เรียกโปรแกรมจัดการ Fonts control fonts
30. เปิดไปยังโฟลเดอร์ Fonts (Fonts Folder)fonts
31. เรียกเกม Free Cellfreecell
32. เปิดหน้าต่าง Game Controllersjoy.cpl
33. เปิดโปรแกรมแก้ไข Group Policy (ใช้กับ XP Home ไม่ได้) gpedit.msc
34. เรียกเกม Hearts mshearts
35. เรียกโปรแกรมสร้างไฟล์ Setup (Iexpress Wizard)iexpress
36. เรียกโปรแกรม Indexing Service ciadv.msc
37. เรียกหน้าต่าง Internet Propertiesinetcpl.cpl
38. เรียกหน้าต่าง Keyboard Propertiescontrol keyboard
39. แก้ไขค่าความปลอดภัย (Local Security Settings)secpol.msc
40. แก้ไขผู้ใช้ (Local Users and Groups)lusrmgr.msc
41. คำสั่ง Log-offlogoff
42. เรียกเกม Minesweeperwinmine
43. เรียกหน้าต่าง Mouse Properties control mouse
หรือ main.cpl
44. เรียกหน้าต่าง Network Connectionscontrol netconnections
หรือ ncpa.cpl
45. เรียกหน้าต่าง Network Setup Wizardnetsetup.cpl
46. เรียกโปรแกรม Notepad notepad
47. เรียกโปรแกรม Object Packagerpackager
48. เรียกคีย์บอร์ดบนหน้าจอ (On Screen Keyboard)osk
49. เรียกหน้าต่าง Performance Monitor perfmon.msc
หรือ perfmon
50. เรียกหน้าต่าง Power Options Propertiespowercfg.cpl
51. เรียกหน้าต่าง Printers and Faxescontrol printers
52. เรียกหน้าต่าง Printers Folderprinters
53. เรียกโปรแกรม Private Character Editoreudcedit
54. เรียกหน้าต่าง Regional Settingsintl.cpl
55. เรียกหน้าต่าง Registry Editor regedit หรือ regedt32
56. เรียกโปรแกรม Remote Desktop mstsc
57. เรียกหน้าต่าง Removable Storage ntmsmgr.msc
58. เรียกหน้าต่าง Removable Storage Operator Requests ntmsoprq.msc
59. เรียกดู Policy ที่ตั้งไว้ (ใช้กับ XP Home ไม่ได้)rsop.msc
60. เรียกหน้าต่าง Scanners and Camerassticpl.cpl
61. เรียกโปรแกรม Scheduled Taskscontrol schedtasks
62. เรียกหน้าต่าง Security Center wscui.cpl
63. เรียกหน้าต่าง Services services.msc
64. เรียกหน้าต่าง Shared Foldersfsmgmt.msc
65. คำสั่ง Shuts Down shutdown
66. เรียกหน้าต่าง Sounds and Audiommsys.cpl
67. เรียกเกม Spider Solitare spider
68. แก้ไขไฟล์ระบบ (System Configuration Editor) sysedit
69. แก้ไขการตั้งค่าระบบ (System Configuration Utility) msconfig
70. ตรวจสอบระบบด้วย System File Checker Utility (เริ่มทันที)sfc /scannow
71. ตรวจสอบระบบด้วย System File Checker Utility (เริ่มเมื่อบู๊ต) sfc /scanonce
72. เรียกหน้าต่าง System Properties sysdm.cpl
73. เรียกหน้าต่าง Task Managertaskmgr
74. เรียกหน้าต่าง User Account Managementnusrmgr.cpl
หรือ control userpasswords
75. เรียกหน้าต่าง User Account (Advance)control userpasswords2
76. เรียกโปรแกรม Utility Manager utilman
77.. เรียกโปรแกรม Windows Firewall firewall.cpl
78. เรียกโปรแกรม Windows Magnifiermagnify
79. เรียกหน้าต่าง Windows Management Infrastructurewmimgmt.msc
80. เรียกหน้าต่าง Windows System Security Toolsyskey
81. เรียกตัวอัพเดตวินโดวส์ (Windows Update)wupdmgr
82. เรียกหน้าต่าง Windows XP Tour Wizardtourstart
83. เรียกโปรแกรม Wordpadwrite
84. เรียกหน้าต่าง Control Panelcontrol
85. เรียกหน้าต่าง Files and Settings Transfer Toolmigwiz
86. เรียกโปรแกรม Malicious Software Removal Toolmrt
87. เรียกหน้าต่าง Windows System Security Toolsyskey

อ่านรายละเอียด...

Friday, March 14, 2008

รู้จักกับ CD-ROM

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ CD-ROM

CD-ROM
เป็นคำย่อมาจาก “Compact Disc—Read Only Memory” เป็นสื่ออ๊อฟทิคัล (Optical Media) หรือสื่อแสงที่ใช้เทคโนโลยีแสง (Optical Technologies) ในการอ่านหรือบันทึกข้อมูล ที่สามารถบรรจุข้อมูล หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นตัวอักษร ภาพกราฟิค ภาพเคลื่อนไหว และเสียง โดยผลิตได้เป็นจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว ราคาถูก และไม่เสื่อมคุณภาพได้ง่ายนัก แผ่น CD-ROM มีน้ำหนักเบาและสะดวกในการพกพา

ความเป็นมาของ CD-ROM
ในปี 1978 บริษัทฟิลิปส์ (Philips) และโซนี่ (Sony) ได้ร่วมมือกันที่ผลิตคอมแพคดิสก์สำหรับบันทึกเสียง (ซีดี) ทั้งสองบริษัทได้ตกลงที่จะกำหนดมาตรฐานร่วมกัน

ในปี 1982 ทั้งสองบริษัทได้ประกาศมาตรฐานของคอมแพคดิสก์ รวมทั้งหลายละเอียดเกี่ยวกับการบันทึกเสียง วิธีการอ่านคอมแพคดิสก์ และที่สำคัญที่สุดคือกำหนดขนาดของคอมแพคดิสก์เป็น 4.75 นิ้ว (12 เซนติเมตร) ดังที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (ข้อมูลเพิ่มเติม กำเนิดซีดี)

  • CD-R หรือ Compact Disc-Recordable หรือแผ่นซีดี บันทึกได้หลายครั้ง และนำมาอ่านได้หลายครั้งเช่นกัน ซึ่งแตกต่างจาก CD-ROM ที่บันทึกได้ครั้งเดียว แต่สามารถนำมาอ่านได้หลายครั้ง แผ่น CD-R สามารถบันทึกข้อมูลใหม่ต่อจากข้อมูลเก่าไปเรื่อย ๆ จนเต็มแผ่น แต่เราไม่อาจจะบันทึกข้อมูลใหม่ทับบนข้อมูลเก่าได้ที่ได้บันทึกไปแล้วได้
  • CD-RW หรือ Compact Disc-Rewritable เป็นแผ่นซีดีที่สามารถบันทึกทับหรือลบได้ แต่จะมีข้อจำกัดอย่างหนึ่งคือ จะต้องใช้ในเครื่องอ่าน CD-RW เท่านั้น โดยไม่สามารถนำไปอ่านในเครื่องเล่น CD-ROM ทั่วไปเหมือนแผ่น CD-R เว้นแต่จะเพิ่มอุปกรณ์พิเศษเข้าไป

ประเภทของซีดีรอม
เมื่อดูจากสภาพภายนอกจะเห็นว่าซีดีรอมแต่ละแผ่นมีลักษณะเหมือนกันทุกประการ แต่แท้ที่จริงนั้นซีดีรอมแบ่งออกได้หลายประเภท การแยกประเภทของซีดีรอมนั้น แยกตามข้อกำหนดของหนังสือที่ระบุเกี่ยวกับมาตรฐานการผลิตสื่อเก็บข้อมูลซีดีรอม เช่น Yellow CD หมายถึง ซีดีรอมที่ถูกผลิตตามข้อหนังสือหน้าปกสีเหลือง เป็นต้น

ปัจจุบันแบ่งประเภทของซีดีรอมออกได้หลายประเภท ตามสีของหน้าปกหนังสือที่กำหนดลักษณะของซีดีรอม ดังต่อไปนี้

  • Yellow CD หรือ DATA Storage CD
  • Red CD / Audio CD
  • CD-ROM XA หรือ Multi-session CD หรือ ISO 9660
    Mixed Mode CD

Yellow CD หรือเรียกว่า DATA Storage CD
เป็นที่รู้จักกันในชื่อของซีดีรอมประเภทที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูล (Data CD) มักพิมพ์คำว่า Data Storage บนแผ่น แผ่นซีดีรอมประเภทนี้ถูกนำมาเก็บข้อมูลที่คอมพิวเตอร์อ่านได้ ข้อมูลจะถูกบันทึกเป็นแนวเกลียว (Spiral) จากวงรอบ (Track) ส่วนในของแผ่นไปยังวงรอบส่วนนอก ข้อมูลจะถูกเขียนครั้งละหนึ่งบิตตามลำดับ. โครงสร้างของการบันทึกข้อมูลทางตรรกะ (Logical Format) ข้อมูลจะถูกบันทึกในลักษณะของแผนภูมิต้นไม้ (Tree) และไดเรคทอรี่ (Directory) และไฟล์ ซึ่งคอมพิวเตอร์เข้าใจ

การใช้งาน DATA-CD
- ใช้เก็บข้อมูล
- สำหรับสำรองข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ หรือจากสื่อบันทึกข้อมูลชนิดอื่นๆ
- สำหรับทดสอบบันทึกข้อมูลก่อนที่จะส่งแผ่นซีดีไปเป็นมาสเตอร์
- สำหรับการบันทึกข้อมูลเพื่อใช้งานภายในสำนักงาน

Red CD / AudiO CD
รู้จักกันแพร่หลายในชื่อของ Audio CD หรือคอมแพ็คดิสก์ คือแผ่นซีดีรอมที่มีไว้สำหรับฟังเพลง ซึ่งประกอบด้วย Track ของ Digital Audio ที่ถูกบันทึกลงไปใน Compact Disc - Digital Audio (CD-DA) รูปแบบการเก็บข้อมูลเพลงเป็นรูปแบบสากล คือนำไปใช้ได้ทั่วโลกและใช้ได้กับหลายๆ สื่อ CD-DA แผ่นหนึ่งมี Track ได้ 99 Track

CD-ROM XA หรือ Multi-session CD
Multi-session CD คือซีดีรอมที่ถูกผลิตตามมาตรฐาน ISO 9660 ข้อมูลในซีดีรอมจะมีมากกว่า 1 session หนึ่ง session คือการบันทึกข้อมูลต่อเนื่องกันหนึ่งส่วน เมื่อปิด Session ดังกล่าว และเปิด Session ใหม่ ข้อมูลก็จะถูกบันทึกโดยไม่ต่อเนื่องกับ session เดิม ทำให้ใช้ประโยชน์จากซีดีรอมแบบ Multi-session ในการ Update ข้อมูลหรือบันทึกข้อมูลเพิ่มเติม

ปกติซีดีรอม 1 แผ่น มีได้ 48 session อย่างไรก็ตาม Multi - Session CD ใช้งานได้ก็ต่อเมื่อใช้กับไดรฟ์ที่สามารถอ่านข้อมูลแบบ Multi - Session ได้

ประโยชน์จากการใช้ซีดีรอมแบบ Multi - Session
- การสำรองข้อมูลที่มีขนาดใหญ่
- สำหรับใช้ในการทำข้อมูลที่ต้องการแจกจ่ายเมื่อมีการอัปเดทข้อมูล


ซีดีรอมที่ออกแบบผสมกันระหว่าง Data และ Audio
ปกติ CD-DA จะถูกบันทึกข้อมูลที่เป็นส่วนของ audio และใช้งานกับเครื่องเสียงภายในบ้านหรือเครื่องเสียงติดรถยนต์รวมทั้งคอมพิวเตอร์ได้

แผ่นซีดีแบบ Mixed Mode นั้นถูกผลิตให้มีทั้ง DATA และ Audio ในแผ่นเดียวกัน เมื่อต้องการรวมเอาข้อความ ภาพกราฟิกและเสียงเข้าไปในซีดีรอม ข้อมูลดังกล่าวจะถูกบันทึกในส่วนของ Data Track และข้อมูล Audio จะถูกบันทึกไว้ในส่วนของ CD-DA ซึ่งในกรณีนี้ทำโดย 2 วิธี

  • Mixed Mode
  • CD Extra

Mixed Mode
Classic Mixed Mode หรือ Mixed Mode ยุคเบื้องต้นนั้นคือแผ่นซีดีรอมที่มีข้อมูลใน Track แรก ตามด้วย Audio ใน Track ต่อไปอีกหนึ่ง Track หรือหลายๆ Track โดยบรรจุใน session เดียว Mixed-Mode CD ใช้งานได้ดีกับคอมพิวเตอร์

อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาบางประการเกี่ยวกับ Classic Mixed Mode เนื่องจากหากบังเอิญว่าข้อมูลใน Track แรกนั้นนำมาใช้กับคอมพิวเตอร์ได้ แต่กรณีนี้บรรดาเครื่องเล่นซีดีของชุดเครื่องเสียงจะไม่สามารถใช้งานได้ ตรงกันข้ามอาจเกิดความเสียหายได้ เพราะใน Track ของข้อมูลซึ่งเป็น Track แรกนั้นคำนวณไม่ได้ว่าปริมาณสัญญาณที่ถูกส่งออกมานั้น อาจจะมากขนาดที่ทำให้ลำโพงเสียหายได้ ถึงแม้ว่าเครื่องเล่นซีดีบางตัวจะสามารถตรวจจับ CD-track และอ่านข้ามไป แต่โดยปกติเครื่องเล่นซีดีจะไม่มีฟังก์ชั่นนี้ บรรดาผู้ผลิตเครื่องเล่นซีดีที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับการใช้งานซีดีรอมประเภทนี้ต่างก็กลัวปัญหา และเริ่มมองหาวิธีการใหม่ๆ นั้นก็คือ CD Extra

CD Extra

CD Extra หรือที่รู้จักกันในชื่อของ CD Plus หรือ Enhance CD เป็นวิธีการแก้ปัญหาเมื่อผู้ผลิตซีดีรอมต่างก็มองเห็นว่าผู้ผลิตไดรฟ์ซีดีรอมปัจจุบันผลิตแต่ไดรฟ์ที่สามารถอ่านข้อมูลแบบ Multi-Session หมดแล้ว
CD Extra จะประกอบด้วย 2 session session แรกเป็น CD-DA ที่สามารถมีได้ถึง 98 Track ประกอบด้วย Audio Track และ session ที่สองเป็น Data Track ซึ่งถูกเขียนในรูปแบบของ CD-ROM XA
เมื่อเอาแผ่นซีดีที่เป็น CD Extra มาใช้กับเครื่องเล่นซีดี session แรกที่เป็นส่วนของ Audio จะถูกนำมาเล่นแต่เครื่องเล่นซีดีจะไม่อ่านข้อมูลที่อยู่นอกเหนือจาก Session แรก ดังนั้นส่วนของ Data Track จึงไม่ถูกเล่นในเครื่องเล่นซีดี
เมื่อนำเอาซีดีรอมดังกล่าวมาใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งโดยปกติเครื่องคอมพิวเตอร์จะอ่าน session สุดท้ายก่อน ดังนั้นตัวของ Data จึงถูกอ่านในครั้งแรก
คุณลักษณะของ CD Extra ถูกระบุไว้ใน Blue book Standard อย่างไรก็ตามในข้อระบุของ Blue Book Standard ไม่ได้กำหนดว่าซีดีรอมที่จะถูกผลิตภายใต้มาตรฐานจำเป็นต้องเป็นซีดีรอมแบบ Multi - Session



คุณสมบัติทางกายภาพ

รูปทรง
ลักษณะของแผ่น มีลักษณะเป็นแผ่นพาสติกแบนกลมเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 4.75 นิ้ว (12 เซนติเมตร) หนา 1.2 มิลลิเมตร และมีรูกลมตรงกลางเรียกว่า “Hub” ขนาด 15 มิลลิเมตร น้ำหนักประมาณ 14 กรัม (0.5 ออนซ์)

  • ชั้นล่างเป็นชั้นหนาสุดทำด้วยพาสติก Polycarbonate ซึ่งเป็นพาสติกที่ใช้ทำกระจกกันกระสุน
  • ชั้นที่สอง เป็นชั้นของการบันทึกซึ่งมีลักษณะเป็นหลุมเล็ก ๆ เรียกว่า “Pits” หลุมนี่มีขนาดเล็กมากและมีความลึกประมาณ 1/1000 ของชั้นพาสติกเท่านั้น แต่ละหลุมมีความกว้าง 0.5 ไมครอน บนแผ่นซีดีรอมหนึ่งแผ่นจะมีหลุมนี้อยู่ประมาณ 2.8 พันล้านหลุม
  • ชั้นที่ 3 ซึ่งอยู่เหนือชั้นของ Pits จะเป็นชั้นบาง ๆ ของโลหะที่เคลือบอยู่เรียกว่า Evaporated Reflective Metal Layer ส่วนใหญ่จะใช้อลูมิเนียม
  • ชั้นที่ 4 เป็นชั้นปิดผนึกทำด้วยพาสติก เพื่อป้องกันรอยขูดขีดต่าง ๆ เรียกว่า Plastic Protective Coating
  • ชั้นบนสุด เป็นชื่อแผ่นหรือข้อความกำกับแผ่นโดยการทำซิลค์สกีนลงบนชั้นปิดผนึกนั้น

รูปแบบการเก็บข้อมูล
  • รูปแบบการเก็บข้อมูลมีลักษณะการแบ่งพื้นที่ดิสก์ก็ยังคงเป็นแทร็กและเซกเตอร์ แต่เป็นเซกเตอร์ที่มมีขนาดเท่ากันทุกเซกเตอร์ และไม่ได้ใช้เส้นรัศมีจากจุดกึ่งกลางดิสก์จำเป็นต้องใช้มอเตอร์ที่หมุนได้หลายความเร็ว เพื่อให้อัตราเร็วในการอ่านข้อมูลคงที่สม่ำเสมอทุกเซกเตอร์ ทั้งเซกเตอร์ที่อยู่รอบนอกและวงใน(constant linerar velocity) ด้วยวิธีการเก็บข้อมูลชนิดนี้ ทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับดิสก์ที่ใช้สารแม่เหล็ก
  • ลำแสง laserจะทะลุผ่านชั้นพลาสติก และถูกสะท้อนกลับโดยชั้นโลหะอะลูมิเนียมบาง ๆ ที่อยู่ลึกลงไปภายในดิสก์
  • ผิวเหน้าของดิสก์จะเป็นหลุมเป็นย่อ ส่วยที่เป็นหลุมลงไปเรียกว่า แลนด์ (Land) เป็นบริเวณที่แสงจะทะลุลงแผ่นอลูมิเนียมบาง ๆ ได้ สำหรับบริเวณที่ไม่มีมีการเจาะลึกลงไปเรียกว่า พิต ( pit) ผิวสองรูปแบบนี้เราใช้แทนการเก็บข้อมูลในรูปแบบของ 0 และ 1
  • แสงเมื่อถูกพิต จะกระจายหายไปไม่สะท้อนกลับ แต่เมื่อแสงถูกเลนด์จะสะท้อนกลับผ่ายแท่งปริซึ่ม จากนั้น หักเหผ่านแท่งปริซึ่มไปยังตัวตรวจจับแสง( light-sensing diode) อีกที
  • ทุก ๆ ช่วงของลำแสงที่กระทบกันตัวตรวจจับแสง จะกำเหนิดแรงดันไฟฟ้าเล็ก หรือเกิด 1 และ 0ที่ให้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้นั่นเอง


การอ่านข้อมูล
ข้อมูลที่บันทึกบนแผ่น CD-ROM จะอยู่ในด้านล่างของแผ่น เมื่อนำแผ่น CD-ROM หรือแผ่นซีดีเพลงมาใส่ในหน่วยขับจึงต้องใส่ด้านหน้าที่มีป้ายฉลากหงายขึ้นด้านบน มอเตอร์ของหน่วยขับจะหมุนแผ่นซีดี ที่อยู่บนแกนหมุนในขณะเดียวกันเลื่อนซึ่งบรรจุหัวอ่านแสงของหน่วยขับจะ เคลื่อนไปเล็งตรงร่องบนแผ่น หัวอ่านจะยิงแสงจากที่รวมแสงเลเซอร์ไปยังแผ่นซีดี ข้อมูลบนแผ่นจะเกิดจากหลุมที่อยู่บนแผ่น Photosensitive Detector ในหัวอ่านจะวัดความเข้มของแสงที่สะท้อนออกมา ทำให้เกิดการแปลความหมายเป็นข้อมูลของเสียง ภาพ หรือตัวอักษร บนจอคอมพิวเตอร์


ความเร็วการถ่ายโอนข้อมูล
ในปัจจุบันนี้ ความเร็วในการถ่ายข้อมูลมีถึง 52x แล้ว เมื่อวัดประสิทธิภาพการทำงาน ถามว่า 20x มีประสิทธิภาพการทำงานเป็น 2 เท่า ของ 10x หรือไม่ คำตอบก็คือไม่ ความเร็วการถ่ายข้อมูลที่ 20x จะมีอัตราการโอนถ่ายข้อมูลถึง 2.4 Mbps แต่ถ้าพิจารณาที่ระยะเวลาในการเข้าถึงข้อมูล (access time) ขนาดของบัฟเฟอร์ ซึ่งมีขนาดไม่แตกต่างกัน และอินเทอร์เฟซของไดรฟ์ เมื่อพิจารณารวมแล้ว ประสิทธิภาพรวมเพิ่มขึ้นแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ของ 10x เท่านั้นเอง และความเร็วในการถ่ายเทข้อมูลจะเห็นประโยชน์ได้อย่างชัดเจนเมื่อมีการถ่ายเทข้อมูลขนาดใหญ่เท่านั้น เช่น ฐานข้อมูล หรือเกมส์ ส่วนไฟล์ขนาดเล็กๆ นั้นยังไม่ได้ประโยชน์จากการเพิ่มความเร็วในการโอนย้ายข้อมูลของไดรฟ์ซีดีรอมความเร็วสูงแต่อย่างไร ส่วนของอินเทอร์เฟซ (Interface) นั้น โดยปกติแล้วไดรฟ์ซีดีรอมแบบ SCSI จะมีประสิทธิภาพดีกว่า ATAPI (IDE) เพราะ SCSI ใช้ Bus Mastering บนการ์ด SCSI (SCSI Controller Card) ไม่ต้องพึ่งพา Controller บนเมนบอร์ด ส่วน ATAPI ยังต้องพึ่งพา Controller บนเมนบอร์ดทำให้เพิ่มภาระ (โหลด) ให้ซีพียู มีผลให้ประสิทธิภาพในการประมวลผลลดลง


เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูล
เมื่อก่อนนั้นการหมุนของมอเตอร์เพื่ออ่านข้อมูลจากแผ่นซีดีรอมใช้เทคนิค CLV (constant linear velocity) คือ อัตราการหมุนแผ่นซีดีรอมจะแปรเปลี่ยนขึ้นกับบริเวณที่ข้อมูลในซีดีรอมถูกอ่าน สำหรับไดรฟ์ซีดีรอมความเร็วสูงๆ ถ้าใช้เทคนิค CLV จะให้การโอนถ่ายข้อมูลกรณีที่มีการอ่านข้อมูลบริเวณแทร็คใน (โครงสร้างแท้จริงไม่ได้เป็นวง (track) แต่มีลักษณะคล้าย Spiral คือเกลียว) จะไม่เร็วเท่ากับ 20x จริงๆ ผู้ผลิตเลยใช้เทคนิคแบบ CAV ( Constant Angular Velocity) ปกติหากมีการอ่านข้อมูลแทร็คนอกๆของแผ่นซีดีรอม หัวอ่านแสงเลเซอร์จำเป็นต้องตรวจจับข้อมูลเป็นพื้นที่กว้างมากกว่าการอ่านบริเวณแทร็คใน นั่นก็คือจะสูญเสียอัตราคงที่และความแม่นยำเมื่อมีการอ่านข้อมูลจากแทร็คนอก หากใช้เทคนิคแบบ CLV นั้นความเร็วในการหมุน ของซีดีรอมจะแปรเปลี่ยนไปเรื่อย ขึ้นอยู่กับว่าการอ่านข้อมูลในขณะนั้นๆ อ่านบริเวณใดของแผ่นซีดีรอม การที่ต้องเปลี่ยนความเร็วในการอ่านเนื่องจากต้องการรักษาความคงที่ของการถ่ายเทข้อมูล

ส่วน CAV นั้นแผ่นซีดีรอมถูกหมุนด้วยความเร็วเชิงเส้นคงที่ ข้อดีคือไม่ต้องเปลี่ยนความเร็วในการหมุนของมอเตอร์ เพราะการเปลี่ยนความเร็วมีผลให้การอ่านข้อมูลหยุดชะงัก แต่ CAV จะทำงานได้มีประสิทธิภาพนั้นแผ่นซีดีรอมที่นำมาใช้งานควรมีข้อมูลที่แทร็คนอกด้วยถ้าซีดีรอมนั้นมีข้อมูลเฉพาะแทร็คในๆ ของแผ่นจะไม่สามารถเห็นประโยชน์จาก CAV ได้มากนัก และยังทำให้การถ่ายเทข้อมูลช้าลงด้วย อย่างไรก็ตามขณะนี้มีการนำทั้งสองเทคนิคมารวมกันและเรียกไดรฟ์ซีดีรอมที่เกิดจากการเอาสองเทคนิคมารวมกันว่าไดรฟ์ซีดีรอมแบบ Partial Angular (p-angular)
เปรียบเทียบประสิทธิภาพการทำงานของ CAV กับ partial - CAV

  1. จากการทดสอบเปรียบเทียบระหว่างไดรฟ์แบบ P-CAV (Philips PCA242CD/M2) พบว่าจะให้ประสิทธิภาพการอ่านข้อมูลแบบ Sequential ดีกว่า แต่ถ้าหากเป็นการอ่านข้อมูลแบบสุ่ม (Random) ไดรฟ์แบบ CAV จะให้ประสิทธิภาพดีกว่า
  2. ความคงที่ของอัตราการถ่ายเทข้อมูล หากเป็นการอ่านแบบลำดับ (Sequential) พบว่า P-CAV มีอัตราการโอนย้ายข้อมูลเมื่ออ่านข้อมูลบริเวณแทรคนอกๆ ของซีดีรอมมากกว่าแทรคในๆ ในขณะที่ CAV ให้อัตราการโอนย้ายเกือบเท่ากันตลอดทั้งแผ่น
  3. การอ่านข้อมูลแบบสุ่ม (Random) ทั้ง p-CAV และ CAV ให้ประสิทธิภาพแตกต่างกัน CAV ให้ประสิทธิภาพดีกว่า เพราะไม่ต้องเสียเวลาปรับความเร็วของมอเตอร์ ขณะที่ p-CAV ต้องเสียเวลาในการปรับ นอกจากนี้พบว่าความเร็วในโอนย้าย ยังแตกต่างไปตามแต่ขนาดของ Block ของข้อมูลที่จะอ่านด้วย

การดูแลรักษา CD-ROM
ผิวของแผ่นซีดีเป็นผิว Optical ซึ่งต้องผ่านลำแสงเลเซอร์ขนาดเล็ก โดยผ่านจากชั้นโลหะที่อยู่ภายใต้พาสติก (ซึ่งเป็นส่วนที่เก็บข้อมูล) และลำแสงจะสะท้อนกลับไปเข้าตัวรับ ฝุ่น รอยขีดข่วน รอยนิ้วมือ และความผิดปกติอื่น ๆ จะรบกวนการอ่านข้อมูลบนแผ่นดิสก์

การจับแผ่น CD-ROM
การนำแผ่นออกจากกล่องซีดี คือเมื่อเปิดฝากล่องแล้วควรใช้นิ้วหัวแม่มือกดซี่พาสติกกลางกล่องและนิ้วกลางจับขอบแผ่นเพื่อดึงแผ่นออกมา ไม่ควรดึงแผ่นออกจากกล่องโดยการจับขอบแผ่นทั้ง 2 ข้างแล้วดึงออกโดยไม่กดซี่กลางกล่องเพราะจะทำให้แผ่นอยู่ในลักษณะงอนอกจากนี้เพื่อป้องกันไม่ให้รอยนิ้วมือปรากฏบนแผ่น ควรจับแผ่นเฉพาะขอบแผ่นหรือ จะจับตรงรูตรงกลางและขอบแผ่นก็ได้

การวางแผ่น: ต้องเอาหน้าขึ้นเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดรอยขีดข่วนหรือเปื้อนฝุ่น

การเก็บรักษา
ควรเก็บให้ห่างจากแสงแดด ความร้อน ความชื้น และความเย็นจัด ควรเก็บไว้ในกล่องเหมือนตอนที่ซื้อมา ซึ่งอาจจะเป็นกล่องหรือซองพาสติก แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการเก็บใน “CD Muffin” หรือ “Jewel Case” ซึ่งเป็นกล่องพาสติกแบนเพื่อป้องกันรอยขูดขีดหรือฝุ่นละออง

การทำความสะอาด
ถ้ามีคราบสกปรกบนแผ่น ให้ใช้น้ำหรือน้ำยาเฉพาะสำหรับล้างแผ่นซีดีหรือน้ำยาทำความสะอาดเลนส์ ก็ได้ ห้ามใช้สารละลายต่าง ๆ เป็นอันขาด แล้วใช้ผ้านุ่มสะอาด ๆ เช็ดจากส่วนกลางออกไปยังขอบแผ่น และไม่ควรเช็ดในลักษณะวงกลม

น้ำยาขัดแผ่นซีดี
มีน้ำยาขัดหลายชนิดสำหรับลบรอยขีดข่วน หาได้ตามร้านเครื่องเสียง

  • น้ำยาขัดโลหะ น้ำยาขัดโลหะอย่าง Brasao ก็สามารถใช้ในบางกรณีเมื่อถึงคราวจำเป็นด้วยผ้านุ่ม ๆ เพื่อขจัดความเสียหายของพื้นผิด
  • ยาสีฟัน ยาสีฟันโดยเฉพาะชนิดที่ช่วยให้ฟันขาว สามารถใช้ได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อกับความเสียหายมากๆ ใช้นิ้วมือกับยาสีฟัน ปริมาณเล็กน้อยถูรอยขีดข่วนออกไปแล้วใช้น้ำล้างออก

แหล่งข้อมูล: ITtalk, mahidol.ac.th, เรือนไทยคอมพิวเตอร์


อ่านรายละเอียด...

Wednesday, March 12, 2008

ฮาร์ดดิสก์ตัวแรกของโลก

บริษัทไอบีเอ็มเปิดเผยว่า วันที่ 13 กันยายน 1956 เป็นวันที่ฮาร์ดดิสก์ตัวแรกถืออุบัติขึ้นบนโลก ภายใต้ชื่อรุ่น 305 RAMAC ฮาร์ดดิสก์ดังกล่าวมีน้ำหนักมากถึง 1 ตัน และมีความจุข้อมูล 5MB บนแผ่นจานบันทึกข้อมูลเส้นผ่านศูนย์กลาง 24 นิ้วจำนวน 50 แผ่น โดยมีมูลค่าประมาณ 50,000 เหรียญฯ (เทียบความจุกับปัจจุบันมันเท่ากับการเก็บไฟล์เพลงแค่ไฟล์เดียวในเครื่องเล่นในไอพอด) ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีฮาร์ดดิสก์ ข้อมูลต่างๆ ของคอมพิวเตอร์จะถูกจัดเก็บลงบนเทปแม่เหล็ก และเข้าถึงข้อมูลตามลำดับการจัดเก็บบนเทป หรือซีเควนเชียลภายหลัง 50 ปีต่อมา(ปี 2006) ฮาร์ดดิสก์ปัจจุบันสามารถจัดเก็บข้อมูลได้มากกว่า RAMAC ถึง 100 ล้านเท่า และแทนที่มันจะมีขนาดเท่ากับตู้เย็น 2 ตู้ ก็กลับมีขนาดที่เล็กจนสามารถใส่กระเป๋าพกพาไปไหนต่อไหนได้อย่างสบาย และเมื่อเทียบราคาต่อกิกะไบต์ก็ลดลงจาก 10,000,000 เหรียญฯ (ประเมินราคาหากใช้เทคโนโลยีของฮาร์ดดิสก์ตัวแรก) เหลือไม่ถึง 0.5 เหรียญฯ ในปัจจุบัน Al Hoagland วิศวกรวัย 79 ปี ผู้มีส่วนช่วยในการสร้างฮาร์ดดิสก์ตัวแรกของโลกกำลังพยายามทำให้ RAMAC กลับมาทำงานได้อีกครั้ง เพื่อนำไปไว้ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Computer History Musium) ในเมาเท็นต์วิว (จาก ARiP)



ในโอกาสที่ปี 2006 คือปีที่ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ครบ 50 ปี มาทำความรู้จักกับฮาร์ดไดร์ฟรุ่นดึกก่อนที่จะมีการพัฒนามาเป็นฮาร์ดไดร์ฟรุ่นจิ๋วแจ๋วในปัจจุบัน ซึ่งมีน้ำหนักถึง 250 กิโลกรัมแต่เก็บข้อมูลได้เพียง 5 เมกะไบต์เท่านั้น

IBM 305 RAMAC
Introduced in 1956, the IBM 305 RAMAC (Random Access Memory Accounting System) was an electronic general purpose data processing machine that maintained business records on a real-time basis. The 305 RAMAC was one of the last vacuum tube systems designed by IBM, and more than 1,000 of them were built before production ended in 1961. (from: IBM)



RAMAC (Random Access Method of Accounting and Control) เป็นหน่วยเก็บข้อมูลซึ่งได้รับการจารึกว่าเป็นฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟตัวแรกของโลก ฝีมือการผลิตของยักษ์ใหญ่สีฟ้าไอบีเอ็ม (IBM) เริ่มใช้งานจริงในช่วงปี 1956 หรือ 50 ปีที่แล้ว มีแพลตเตอร์ (platter) หรือจานเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ 24 นิ้ว ถือว่าใหญ่มากเมื่อเทียบกับแพลตเตอร์ของไมโครไดร์ฟขนาด 1 นิ้วซึ่งเป็นฮาร์ดไดร์ฟขนาดเล็กพิเศษผลงานการผลิตล่าสุดของฮิตาชิ

RAMAC ประกอบด้วยแผ่นแพลตเตอร์หลายๆแผ่นซ้อนกัน มีหัวอ่านเพื่ออ่านข้อมูลในแพลตเตอร์แต่ละชั้น ใน RAMAC แบบดั้งเดิมนั้นใช้แพลตเตอร์ขนาด 24 นิ้วถึง 50 แผ่น รวมน้ำหนักมากกว่า 250 กิโลกรัม สามารถเก็บข้อมูลได้ 5 เมกะไบต์ ถือว่าหรูมากในยุค 50 ปีที่แล้ว

แพลตเตอร์ที่เป็นส่วนประกอบใน RAMAC มีขนาดใหญ่ถึง 24 นิ้วแต่เก็บข้อมูลได้ไม่มากเท่าแพลตเตอร์ขนาด 1 นิ้วที่ฮิตาชิผลิตได้ในขณะนี้ โดยฮิตาชิระบุว่า แพลตเตอร์ที่ใช้ในฮาร์ดไดร์ฟความจุ 8GB ขนาด 1 นิ้วสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าแพลตเตอร์ขนาด 24 นิ้วของ RAMAC แผ่นเดียวถึง 80,000 เท่า โดยความจุรวมของไดร์ฟ 8GB ขนาด 1 นิ้วนั้นมากกว่า RAMAC ราว 1,600 เท่า

ผู้ที่เป็นเจ้าของ RAMAC ฮาร์ดไดร์ฟเครื่องแรกของโลกคือบริษัท Crown Zellerbach บริษัทผลิตกระดาษในซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์การ์ดให้กับไอบีเอ็มในสมัยนั้น โดยจิม พอร์เตอร์ (Jim Porter) ประธานบริษัท Disk/Trend ผู้ทำงานให้ Crown ในขณะนั้นเล่าให้ฟังว่า RAMAC ส่งเสียงดังมากขณะทำงาน และลูกค้าของ Crown มักจะขอดูฮาร์ดไดร์ฟตัวนี้อยู่เสมอ

ถัดจากยุคแพลตเตอร์ยักษ์ขนาด 24 นิ้ว แพลตเตอร์รุ่นใหม่ถูกพัฒนาขึ้นให้มีขนาด 14 นิ้ว ตามประวัติแล้วถือว่าเกิดขึ้นยุค 1960 ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการหน่วยเก็บข้อมูลในตลาดเริ่มขยายตัว ฮาร์ดไดร์ฟที่ใช้แพลตเตอร์ 14 นิ้วแม้จะมีความหนักและใหญ่อยู่ แต่เมื่อเทียบกับแพลตเตอร์ 24 นิ้วแล้ว ถือว่าเล็กและเบากว่ามาก ในยุคนี้ฮาร์ไดร์ฟจึงเริ่มสามารถเคลื่อนย้ายได้แล้ว และสามารถพ่วงไปกับระบบได้


Hard drive hall of fame
Here's a brief look at some notable hard drives in history.

YearDrive
1956IBM 350. Consists of 50 disks, each 24 inches in diameter.
1962IBM comes up a storage system based on packs of six 14-inch disks. Each pack holds 2MB. Commercially, this is when drives take off.
1979IBM develops an 8-inch drive.
1980The 5.25-inch "Winchester" drive makes its debut. Its design plays a key
role in the development of the PC market.
1983Rodine issues a 10MB 3.25-inch drive. It's still the standard form factor
for desktops.
1988PrairieTek releases its 2.5-inch 20MB drive, the size of which remains the
mainstay in notebooks.
1991Integrated Peripherals debuts its 1.8-inch drive. Drives this size aren't
destined to go mainstream until the debut of Apple Computer's first iPod, more than 10 years later.
1992Hewlett-Packard produces a 1.3-inch drive. It doesn't make a major bang,
though drive manufacturers are now thinking about bringing it back.
1999IBM releases a 1-inch microdrive with 340MB of capacity. That capacity has
since expanded to 8GB.
2004Toshiba shrinks the drive to 0.85 inches in diameter. Many believe that this
is the smallest size drive that will be mass-made.


คลิปวิดีโอ :
- IBM 305 RAMAC, youtube
- IBM 305 RAMAC ชุด 2
- RAMAC ชุด3, google video

แหล่งข้อมูลจาก :
- ผู้จัดการ
- CNET News.com, รูปภาพเกี่ยวกับ RAMAC
- Hitachi Global Storage Technologies
- http://www.arip.co.th/2006/news.php?id=405597
- http://www.cedmagic.com/history/ibm-305-ramac.html
- http://www.eetimes.com/news/98/1016news/disk.html
อ่านรายละเอียด...

กำเนิดแผ่นซีดี

แผ่นซีดี (Compact Disc) ที่เราใช้กันทุกวันนี้ เคยสงสัยหรือเปล่าครับว่าเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ถ้าอยากรู้ลองอ่านดูครับ

ในช่วงทศวรรษปี ค.ศ. 1970 (ตรงกับ พ.ศ. 2513 ถึง 2522) นักวิจัยของบริษัทฟิลิปส์ ได้ใช้เทคโนโลยีของแผ่นเลเซอร์ดิสค์ มาทดลองสร้างแผ่นออพติคอลสำหรับเก็บเสียงแต่เพียงอย่างเดียว โดยเริ่มแรกใช้วิธีการเข้ารหัสเสียงแบบ wideband FM และแบบ PCM ในระบบดิจิทัลในเวลาต่อมา ช่วงปลายทศวรรษ ฟิลิปส์ โซนี่ และบริษัทอื่น ๆ แสดงต้นแบบของแผ่นดิสค์ระบบเสียงดิจิตอล

ในปี พ.ศ. 2522 ฟิลิปส์ และ โซนี่ ตัดสินใจร่วมมือกัน จัดตั้งทีมวิศวกรร่วม ซึ่งมีภารกิจออกแบบแผ่นดิสค์ระบบเสียงดิจิตอลแบบใหม่ สมาชิกที่สำคัญของทีมคือ Kees Immink และ Toshitada Doi หลังจากทดลองและถกเถียงกันหนึ่งปี ทีมงานได้ออกมาตรฐานเรดบุ๊ค ซึ่งเป็นมาตรฐานของคอมแพคดิสค์ ฝ่ายฟิลิปส์สนับสนุนในเรื่องกระบวนการผลิต โดยอาศัยเทคโนโลยีการผลิตเลเซอร์ดิสค์ ฟิลิปส์ยังสนับสนุนวิธีการมอดูเลตแบบ EFM ซึ่งสามารถบันทึกเสียงได้มาก และทนต่อรอยขูดขีด หรือรอยนิ้วมือ ขณะที่โซนี่สนับสนุนวิธีรหัสแก้ข้อผิดพลาด (error correction) CIRC ในเอกสาร Compact Disc Story ที่บอกเล่าโดยสมาชิกหนึ่งของทีม ให้ข้อมูลถึงที่มาของการตัดสินใจทางเทคนิคจำนวนมาก รวมถึงการเลือกของความถี่การสุ่ม ระยะเวลาในการเล่น และเส้นผ่าศูนย์กลางแผ่นดิสค์ ฟิลิปส์ได้บรรยายไว้ว่า คอมแพคดิสค์ "ถูกประดิษฐ์ร่วมกันโดยกลุ่มคนมากมายทำงานร่วมกันเป็นทีม" ("invented collectively by a large group of people working as a team.")

ซีดีถูกผลิตขึ้นมาในแบบอุตสาหกรรมครั้งแรกในโลกเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2525 โดยในครั้งนั้นเป็นการผลิตแผ่น CD สำหรับเครื่องเล่นเพลง(Audio CD) ต่อมาในปี 2528 จึงเกิดแผ่นซีดีสำหรับเก็บข้อมูล(CD-ROM) ตามมา และแผ่น CD ที่พลิกวิธีชีวิตของคนทั้งโลกก็ได้เกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีหลังจากมีการกำหนดของ CD-ROM นั่นคือในปี 2533 แผ่น CD-R หรือแผ่นซีดีที่สามารถเขียนข้อมูลลงไปได้ด้วยเครื่องเขียนข้อมูลก็บังเกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลงานคิดค้นของ 2 บริษัทใหญ่ คือ โซนี่ (Sony) และ ฟิลลิปป์ (Phillips)


A Compact Disc (or CD) is an optical disc used to store digital data, originally
developed for storing digital audio. The CD, available on the market since late
1982, remains the standard playback medium for commercial audio recordings to
the present day.







* วีดีโอครบรอบ 25 ปีของ CDในวันที่ 17 สิงหาคม 2007

แหล่งข้อมูลจาก
- techxcite.com
- http://en.wikipedia.org/wiki/Compact_Disc
- http://www.msnbc.msn.com/id/20303440/
- http://news.bbc.co.uk/1/hi/technology/6950845.stm
- http://siliconuser.com/?q=node/15


อ่านรายละเอียด...