Custom Search
หน้าแรก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ข่าวกิจกรรม (+) คู่มือเด็กคอมฯ ประวัติมหาวิทยาลัยฯ ทำเนียบรุ่นศิษย์เก่า รูปภาพเพื่อนๆ สมุดเยี่ยมชมเว็บไซต์




ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ หลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์
Computer Science, Rajabhat Rajanagarindra University Alumni.

ทักทาย: " ตอนนี้เพื่อนๆ คงสบายดีกันทุกๆ คนนะ :) ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นแล้ว รักษาสุขภาพกันด้วยนะ เดี๋ยวจะไม่สบายกัน
สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังเรียนต่อกันอยู่ ก็คงใกล้จบกันแล้ว ก็ขอเอาใจช่วยให้ประสบความสำเร็จเร็วๆ จ้า (อย่าลืมหาเวลาผักผ่อนด้วยนะจ๊ะ)
สุดท้ายนี้ ถ้ามีข่าวแจ้งกับเพื่อนๆ ผ่านทางเว็บนี้ก็อีเมล์ไปที่นี่ได้จ้า prayut_14@hotmail.com :) "

  • งานแต่งงานพงษ์เทพ(มู) 4 มีนาคม 2555 นี้นะครับ - ขออัพเดตเว็บไซต์สักหน่อยนะครับ พักหลังไม่ค่อยได้ลงอัพเดตข่าวเพื่อนๆ กันสักเท่าไหร่ อิอิ ก็ไม่ค่อยมีเรื่องนำมาเขียนอะนะ มาคร่าวนี้ขอแจ้งข่าวงานแต่งงานของ...
    14 years ago
เว็บไซต์วิทยาการคอมพิวเตอร์ฯ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี - เพื่อนๆ แวะทักทาย/แจ้งข่าว คลิกที่นี่เลยจ้า! - รับข่าวทางอีเมล์
Showing posts with label เรื่องน่ารู้. Show all posts
Showing posts with label เรื่องน่ารู้. Show all posts

Tuesday, April 28, 2009

ซีพียู AMD Athlon Neo สำหรับ Ultrathin Notebooks

AMD Athlon Neo Processor เป็นซีพียูในตระกูล Athlon ที่ออกแบบสำหรับใช้กับ Ultrathin Notebooks โดยมีความเร็ว 1.6GHz มีแคช L2 ขนาด 512 KB ผลิตโดยใช้เทคโนโลยี 65 nm และใช้พลังงานไฟฟ้าเพียง 15 W เท่านั้น

(โพรเซสเซอร์ Athlon Neo ซิงเกิลคอร์จะมาพร้อมกับแคช L2 512MB กราฟิก Direct X9 และสนับสนุนหน่วยความจำ DDR2 667MHz)

ดูเหมือนว่า Atlon Neo จะออกมาเพื่อชนกับ Atom โพรเซสเซอร์ของอินเทลโดยตรง ส่วนความแตกต่างที่เห็นก็คือ มันมีขนาดใหญ่กว่า และการบริหารจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพด้อยกว่า เปรียบเทียบขนาดของโพรเซสเซอร์ Neo จะอยู่ที่ 27 x 27 ม.ม. และมี thermal envelope อยู่ที่ 15 วัตต์ ในขณะที่ Atom ของอินเทลมีขนาดชิปอยู่ที่ 22 x 22 ม.ม. และมี thermal envelope แค่ 2.5 วัตต์เท่านั้น
Athlon Neo โพรเซสเซอร์สำหรับเน็ตบุ๊กเจนเนอเรชั่น 2 ที่มีขนาดหน้าจอ 12-13 นิ้ว
โดยทางบริษัทอ้างว่า มันเร็วกว่าโพรเซสเซอร์ Atom ของ Intel ถึง 2.5
เท่าเลยทีเดียว!!!


รายละเอียดทางเทคนิคของซีพียู AMD Athlon Neo
ซีพียู AMD Athlon Neo มีรายละเอียดทางเทคนิคดังนี้

Model: MV-40
OPN Tray: AMGMV40OAX4DX
OPN PIB: N/A
Operating Mode: 32 Bit และ 64 Bit
Frequency (MHz): 1600
System Bus Speed (MHz): 1600
Wattage: 15 W
L2 Cache Size: 512 KB
Process Technology: 65nm SOI
Package/Infrastructure Socket: ASB1

Motherboard and Chipset:
สำหรับชิปเซ็ตที่รองรับ AMD Athlon™ Neo Processor นั้น จะมีอยู่ 3 รุ่นด้วยกันคือ AMD 770, AMD 690G และ AMD 690V โดยมีผู้ผลิตอย่าง MSI ที่วางจำหน่าย Motherboard สำหรับซีพียูรุ่นนี้แล้ว


from: http://www.arip.co.th/news.php?id=408372
http://thaiwinadmin.blogspot.com/2009/01/kb015.html
อ่านรายละเอียด...

Tuesday, August 19, 2008

มาตั้งเวลาตามมาตรฐานกัน

ในช่วงเดือนนี้ได้อ่านข่าวเกี่ยวกับการตั้งค่าเวลามาตรฐานของไทยให้ตรงกันในวันที่ 23 สิงหาคม 2551 นี้และมีอีเมล์จากเพื่อนๆ ส่งมาแจ้งเรื่องนี้ จึงลองหาข้อมูลเพิ่มเติมมาให้อ่านกันเพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้น เพื่อจะได้เตรียมตัวตั้งเวลาตามเวลามาตรฐานกัน

ทำไมต้องตั้งเวลาให้ตรงกัน?
ที่ผ่านมาเวลาของประเทศไทยไม่มีมาตรฐานแน่นอน อย่างช่วงเคารพธงชาติที่แต่ละจังหวัดเคารพธงชาติไม่ตรงกัน ดังนั้น สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติจะปรับเปลี่ยนเวลาของประเทศไทยใหม่ทั่วประเทศ เพื่อให้ถูกต้องแม่นยำตามหลักสากล ตามประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง หลักเกณฑ์การเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ พ.ศ.2550 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 ส.ค. 2551 นี้ โดยกำหนดให้ผู้ประกอบ 4 ประเภท อาทิ ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมและกิจการกระจายภาพและเสียง ผู้ให้บริการการเข้าถึงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ผู้ให้บริการร้านอินเตอร์เน็ตต่างๆ ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามจะต้องมีโทษปรับประมาณ 100,000-500,000 บาท


เวลามาตรฐาน
"เวลา" มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อชีวิตประจำวันของเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นด้าน การทหาร, การเงิน, การแพทย์, การจราจร, การขนส่ง, การสื่อสาร, การติดต่อธุรกิจ, และอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งภายในและนอกประเทศ ดังนั้น ภารกิจของห้องปฏิบัติการด้านเวลา สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ คือ การจัดหา, รักษา และถ่ายทอด มาตรฐานทางด้านเวลา ไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและผู้ใช้บริการต่างๆ พร้อมทั้งได้มีการพัฒนาขีดความสามารถด้านการวัดเวลาและความถี่ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ตาม พ.ร.บ.พัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ พ.ศ. 2540

ระบบเวลา

  • TAI (International Atomic Time) เวลาอะตอม เป็นเวลาที่ใช้อ้างอิงระหว่างประเทศซึ่งถูกคำนวณที่ สำนักงานชั่ง ตวง วัด ระหว่างประเทศ (BIPM) โดยใช้ข้อมูลจาก นาฬิกา ซีเซียม (Cesium clock) มากกว่า 250 เครื่องซึ่งตั้งอยู่ตามสถาบันมาตรวิทยาของประเทศต่างๆกว่า 50 ประเทศ รวมทั้งสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ประเทศไทย
  • UTC (Coordinated universal Time) คือเวลา TAI ที่ถูกเพิ่ม-ลด วินาที (Leap second) เพื่อให้สอดคล้องกับเวลาที่ได้จากการโคจรของโลก (UTC - กำหนดขึ้นในปี ค.ศ.1972 หาได้จากผลรวมของระบบเวลา TAI และ UT1, UTC(t) - TAI(t) = n seconds และ l UTC(t) - UT1(t) l < 0.9 s.
  • UTC(NIMT) คือเวลามาตรฐานประเทศไทยได้จากนาฬิกา Cesium ถูกคำนวณโดย BIPM โดยเทียบกับเวลามาตรฐานอ้างอิง UTC ซึ่งมีความไม่แน่นอนอยู่ที่ 20 นาโนวินาที จาก BIPM Circular T.
  • UT-1 (Universal Time) คือเวลาที่เกิดจากการโคจรของโลกซึ่งพัฒนามาจาก UT-0 และถูกแก้ค่า (correct) จากการเปลี่ยนแปลงทาง Longitude ของสถานีสังเกตการณ์ เนื่องจากการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของขั้วโลก โดยนิยามข้างต้นจะสามารถอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นดังรูปที่ 1 ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าเวลามาตรฐานของประเทศต่างๆรวมทั้งประเทศไทยมีการสอบกลับได้ (Traceability) และส่งผลให้ระบบเวลาของประเทศต่างมีความถูกต้องสอดคล้องกันทั่วโลก (UT-เป็นเวลาไดนามิคส์ (dynamic time) หาได้จากการหมุนรอบตัวเองของโลก)
  • ET (Ephemeris Time) เป็นเวลาไดนามิคส์ (dynamic time) หาได้จากการเคลื่อนที่ของวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์

* หน่วยหลักสำหรับนับเวลาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันกำหนดให้ 1 วินาที เท่ากับ ความถี่ 9,192,631,770 รอบของปรมณูธาตุซีเซียม 133 (Cesium 133)
* ค่าคลาดเคลื่อนของระบบให้บริการเวลาทาง Internet เมื่อเทียบกับนาฬิกาปรมณูธาตุซีเซียม 133 (Cesium 133) ประมาณ 29 ns


รูปแสดงขั้นตอนในการคำนวณหาค่า TAI และ UTC



วิธีการปรับเทียบเวลามาตรฐานทาง Internet ผ่านระบบ NTP
(Time Synchronization through Internet by NTP)


การปรับเทียบเวลามาตรฐานทาง Internet ผ่านระบบ Network Time Protocol ( NTP) คืออะไร
NTP Protocol เป็น Protocol ที่ใช้สำหรับปรับเทียบเวลา ( Time Synchronization) ของ Computer โดยอาศัยเครือข่าย Internet เป็นสื่อกลางในการส่งข้อมูลเวลามาตรฐานไปยังเครื่องลูกข่าย โดยมีเครื่องแม่ข่าย ( NTP Server) เป็นตัวให้บริการส่งเวลามาตรฐานไปยังเครื่องปลายทางเพื่อปรับเทียบเวลาให้ตรงกลับเวลามาตรฐาน ( Time Standard) ซึ่งเป็นค่าเวลาที่ทาง Time & Frequency Lab. ได้ทำการเก็บรักษาไว้โดยวิธีการเปรียบเทียบกับเวลามาตรฐานของประเทศอื่นๆซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ โดยมีความถูกต้องอยู่ที่ ประมาณ 1 millisecond ในระบบ LAN และประมาณ 10 millisecond ในระบบ WAN นับว่าเป็นความคลาดเคลื่อนที่อยู่ในระดับต่ำ อีกทั้งยังง่ายต่อการเข้าถึงของผู้ใช้ทั่วไป แค่เพียงมี PC ที่สามารถเชื่อมต่อ เข้าระบบ Internet ได้ผู้ใช้ก็สามารถที่จะ Synchronize เวลามาตรฐานผ่านระบบ NTP ได้ทันที

สำหรับการตั้งเวลามาตรฐานในประเทศไทยผ่านอินเทอร์เน็ตสามารถอ้างอิงเวลาได้จากเครื่องเซิร์ฟเวอร์ของสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (time1.nimt.or.th หรือ time2.nimt.or.th หรือ time3.nimt.or.th) และจากกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ (time.navy.mi.th หรือ time2.navy.mi.th หรือ time3.navy.mi.th)


ตั้งเวลามาตรฐานสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ ให้ตรงกับเวลาของสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ

กรณีใช้ Window Xp ขึ้นไปให้ double click ตรงตำแหน่งที่แสดงเวลาด้านล่างขวาของหน้าจอคอมพิวเตอร์ดังที่แสดงในรูปด้านล่าง



รูปที่ 1 แสดงตำแหน่งที่ใช้ตั้งค่าเวลา


รูปที่ 2 แสดงวิธีการตั้งค่าการ Synchronize เวลา กับเครื่องแม่ข่าย
ของสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต



วิธีการตั้งค่า
  1. Click ไปที่ Tab Internet Time แล้วเลือก Check Box ที่ Automatically Synchronize with and internet time server และ ใส่ค่า IP Address ของ NTP Server ของสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ดังรูปที่ 2 (เลือกใส่อันไหนก็ได้ )
    ให้ใส่ time1.nimt.or.th หรือ time2.nimt.or.th หรือ time3.nimt.or.th
  2. จากนั้นให้ Click ที่ปุ่ม Update Now และให้สังเกตบรรทัดล่างจะปรากฏคำว่า The time has been successfully synchronized with " time1.nimt.or.th ( IP Address of NIMT TIME SERVER) " on 11/2/2549 at 16:03. ( ดังแสดงในวงกลมสีแดงในรูปด้านล่าง) นั่นหมายถึงสามารถที่จะ Synchronize เวลากับเครื่องแม่ข่ายได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และ ถือเป็นอันเสร็จขั้นตอนการ Synchronize เวลาจากเครื่องแม่ข่าย
  3. คลิกที่ปุ่ม Apply และคลิกที่ปุ่ม OK

โปรแกรมประยุกต์อื่นๆสำหรับใช้ Synchronize เวลาผ่านระบบเครือข่าย
นอกจากเครื่องมือมาตรฐานที่ Windows Xp ให้มาแล้วยังสามารถที่จะใช้โปรแกรมประยุกต์อื่นๆ ที่รองรับการทำงานของระบบ NTP ได้ ในที่นี้ทาง ห้องปฏิบัติการด้านเวลาและความถี่ อยากจะแนะนำ Software ที่ทำงานในลักษณะดังกล่าวอยู่ 2 ตัวได้แก่ Dimension 4 ซึ่งมีความสามารถในการรองรับการใช้งานระบบ NTP ได้ ซึ่ง Software ดังกล่าวสามารถ Download ได้ทาง Internet ที่ www.thinkman.com โปรแกรม Dimension4 ซึ่งจะยอมให้สามารถ setup ค่าต่างๆได้อย่างละเอียดและ User Interface ดูแล้วไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป (ดูการติดตั้งที่ http://www.navy.mi.th/hydro/time/)


ปัจจุบันประชาชนสามารถเทียบเวลาได้ 4 วิธี คือ

  1. การสอบเทียบเวลาที่ห้องปฏิบัติการโดยตรง
  2. การสอบเทียบทางโทรศัพท์ด้วยการโทรไปที่หมายเลข 181 เพื่อฟังเสียงโดยตรง
  3. การเทียบเวลาจากประกาศเวลามาตรฐานที่มีการประกาศตามวิทยุกระจายเสียง
  4. การสอบเทียบผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยซิงโครไนซ์เวลาได้ที่ เอ็นทีพี เซิร์ฟเวอร์ หมายเลข 203.185.69.60 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://tf.nist.gov/general/softwarelist.htm

แหล่งข้อมูล:


อ่านรายละเอียด...

Friday, July 18, 2008

ถามอย่างไรจึงจะได้คำตอบที่ต้องการ

ไปเจอคำ 2 คำนี้มา RTFM และ STFW เลยสงสัยมันคืออะไรกันนี่ ??? เลยค้นหาจนไปเจอบทความเกี่ยวกับการถามเพื่อให้ได้คำตอบที่ต้องการ อ่านดูแล้วก็น่าสนใจดีน่าจะมีประโยชน์ สามารถนำไปใช้เวลาที่จะถามคำถามหรือขอความช่วยเหลือจากเหล่าแฮกเกอร์ทั้งหลาย 555 เว็บนี้เค้าแปลมาเป็นภาษาไทยให้อ่านกันจ้า เข้าไปอ่านกันได้ที่ ถามอย่างไรจึงจะได้คำตอบ
เกริ่นนำ: ในโลกของแฮ็กเกอร์ การที่คำถามเชิงเทคนิคที่คุณถามจะได้รับคำตอบแบบใดนั้น รูปแบบการตั้งคำถามก็มีความสำคัญเท่ากับความยากง่ายของปัญหา บทความนี้จะให้คำแนะคำว่าจะถามอย่างไรจึงจะได้คำตอบที่สมความตั้งใจมากที่ สุด

ปัจจุบันการใช้งานโอเพนซอร์สได้แพร่วงกว้างออกไปมาก คุณสามารถที่จะหาคำตอบดีๆได้จากผู้ใช้ที่มีประสบการณ์ที่มีอยู่มากมายหรือ แฮ็กเกอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะกลุ่มผู้ใช้เหล่านี้มักจะมีความอดทนกับความผิดพลาดของมือใหม่ ถึงกระนั้นการปฏิบัติตัวกับผู้ใช้ที่มีประสบการณ์ในแบบเดียวกับที่คุณ ปฏิบัติกับแฮ็กเกอร์ ก็เป็นวิธีที่น่าจะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการได้รับคำตอบที่ถูกต้อง

ประการแรกต้องทำความเข้าใจว่าแฮ็กเกอร์มักชอบปัญหาที่ยากๆ และดีพอ คำถามที่เต็มไปด้วยคำแนะให้กับพวกเขา ถ้าพวกเราไม่ทำ พวกเราก็คงไม่มาอยู่กันที่นี่ ถ้าคุณถามคำถามที่น่าสนใจพวกเราจะรู้สึกสำนึกในบุญคุณเป็นอย่างยิ่ง คำถามที่ดีเป็นสิ่งกระตุ้น และ เป็นของขวัญ คำถามที่ดีมีส่วนช่วยในการพัฒนาความเข้าใจของพวกเรา และ บ่อยครั้งทำให้เราพบปัญหาที่ไม่เคยได้คิดหรือ คาดไม่ถึง สำหรับแฮ็กเกอร์แล้วการได้รับคำว่า "คำถามที่ดี" ถือได้ว่าเป็นคำชมที่จริงใจและมีค่า อ่านต่อ...
พออ่านบทความแล้วก็จะได้รับคำตอบทันทีว่า คำ 2 คำที่สงสัยหมายความว่าอะไร (แฮกเกอร์เค้าคุยกันแบบนี้หรือนี่!)
RTFM และ STFW: ช่วยไขปัญหาหนักอกของคุณได้

ประเพณีโบราณและไม่ซับซ้อนประการหนึ่งคือ หากคุณได้รับคำตอบว่า "RTFM" คนที่ส่งคำตอบนี้มามีความเห็นว่าคุณ ควรจะไปอ่านคู่มือสิ (โว้ย) พวกเขานั้นมักคิดถูก ไปอ่านซะ

RTFM ยังมีญาติผู้น้องอีกคน หากคุณได้คำตอบว่า "STFW" คนที่ส่งมานั้นคิดว่าคุณ ควรจะไปหาเอาในเน็ตสิ (โว้ย) พวกเขาก็มักจะถูก ลองไปหาซะ (ยังมีแบบเบาอีก โดยคุณจะได้รับข้อความว่า "Google คือเพื่อนของนาย")

ในฟอรัม คุณจะได้รับคำแนะนำให้ค้นหาในบันทึกเก่า บางคนอาจจะช่วยถึงขนาดให้ลิ้งก์ของบันทึกเก่าที่มีการแก้ไขปัญหาแล้ว แต่อย่าหวังพึ่งความใจดีให้มากนัก ให้คุณลองค้นหาเองดูก่อนจะถาม

บ่อยครั้งที่คนที่บอกให้คุณหานั้น จะมีคู่มือหรือเว็บไซต์ที่มีข้อมูลที่คุณต้องการอยู่ และกำลังเปิดมันขณะที่พวกเขากำลังพิมพ์ การตอบแบบนี้หมายความว่าพวกเขาคิดว่า (ก) ข้อมูลที่คุณต้องการนั้นหากได้ง่ายมาก (ข) คุณจะได้เรียนรู้มากกว่าหากคุณหาข้อมูลเอง แทนที่จะมีคนมาประเคนให้ถึงที่

คุณไม่ควรโกรธในกรณีนี้ สำหรับแฮ็กเกอร์แล้ว ผู้ตอบได้แสดงการยอมรับแบบหยาบๆ โดยการให้ความสนใจกับคุณ คุณควรจะขอบใจความใจดีในแบบนี้ซะด้วยซ้ำ

RTFM is an acronym for the statement "Read The Fucking Manual" or in a more polite conversation can mean "Read The Friendly Manual" or "Read The Freaking Manual" or "Read The Famous Manual" and has many more meanings not dealt with in this article. This instruction is sometimes given in response to a question when the person being asked believes that the question could be easily answered by reading the relevant "manual" or instructions. In clean texts, "Read The Fine Manual" is sometimes used. On other occasions, the F is simply ignored.

More recent variants are STFW ("Search The Fucking Web"), GIYF ("Google Is Your Friend") or JFGI ("Just Fucking Google It"). These variants have emerged due to the accumulated information on the World Wide Web and the quality of the results provided by the Google search engine.

ใครอยากอ่านจากต้นฉบับก็ตามลิงก์นี้เลย How To Ask Questions The Smart Way (by Eric Steven Raymond) link: http://www.catb.org/~esr/faqs/smart-questions.htm


อ่านรายละเอียด...

Friday, June 20, 2008

10 สุดยอดสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ ปี 2007

สถาบันไอไอเอสอี (International Institute for Species Exploration: IISE) มหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตท (Arizona State University) สหรัฐอเมริกา จัดอันดับ 10 สุดยอดการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่แห่งปี 2550 และประกาศรายชื่อสิ่งมีชีวิตใหม่ทั้ง 10 ชนิดไปแล้วเมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2551 ซึ่งมีกิ้งกือมังกรสีชมพู เป็นตัวแทนของประเทศไทย เข้าป้ายติดโผกับเขาด้วยในอันดับที่ 3


อันดับ 1 ปลากระเบนไฟฟ้า (electric ray)


ปลากระเบนไฟฟ้า อิเล็กทรอลักซ์ แอดดิโซนิ (Electrolux addisoni)

ปลากระเบนไฟฟ้าชนิดนี้เป็นสกุลใหม่และชนิดใหม่ในวงศ์นาร์คิดี (Narkidae) พบบริเวณชายฝั่งทางตะวันออกของประเทศแอฟริกาใต้ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า อิเล็กทรอลักซ์ แอดดิโซนิ (Electrolux addisoni) ซึ่งอิเล็กทรอลักซ์นั้นมาจากชื่อของเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนชื่อสามัญเรียกว่าออร์เนท สลีพเพอร์ เรย์ (Ornate sleeper ray) ด้วยลักษณะพิเศษที่สามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้และชื่อเรียกที่น่ารักน่าขัน ทำให้มันขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ 10 สุดยอดการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ในโลกประจำปี 2550 ซึ่งการค้นพบปลากระเบนไฟฟ้าชนิดนี้เป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงความหลากหลายของปลาในมหาสมุทรอินเดียตะวันตกได้ว่ามากน้อยเพียงใด


อันดับ 2 ฟอสซิลไดโนเสาร์ปากเป็ด (Duck-billed Dinosaur) อายุ 75 ล้านปี


ฟอสซิลส่วนหัวของไดโนเสาร์ปากเป็ด ไกรโพซอรัส โมนูเมนท์เอนซิส (Gryposaurus monumentensis)

ฟอสซิลไดโนเสาร์ปากเป็ดนี้ถูกค้นพบโดยทีมนักบรรพชีวินวิทยาของพิพิธภัณฑ์แอลฟ์ (Alf Museum) ชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า ไกรโพซอรัส โมนูเมนท์เอนซิส (Gryposaurus monumentensis) นับได้ว่าเป็นฟอสซิลไดโนเสาร์ปากเป็ดที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบ และคาดว่าน่าจะเป็นไดโนเสาร์ที่ขนาดใหญ่ที่สุดในแหล่งขุดข้นฟอสซิลบริเวณที่ราบทางตอนใต้ในรัฐยูทาห์ (Kaiparowits Plateau) เมื่อ 75 ล้านปีก่อน


อันดับ 3 กิ้งกือมังกรสีชมพู (Shocking pink dragon millipede)


กิ้งกือมังกรสีชมพู หรือ เดสโมไซเตส เพอร์พิวโรเซีย (Desmoxytes purpurosea)

กิ้งกือมังกรสีชมพูมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า เดสโมไซเตส เพอร์พิวโรเซีย (Desmoxytes purpurosea) ลักษณะรูปร่างสวยงามแปลกประหลาด มีสีชมพูสดใสตลอดทั้งตัว มีหนามแหลมคล้ายมังกร และสามารถปล่อยสารพิษจำพวกไซยาไนด์ออกมาป้องกันไม่ให้ศัตรูทำร้ายได้ พบในประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลก มีตัวอย่างจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเดนมาร์ก มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน (Natural History Museum of Denmark, University of Copenhagen)

กิ้งกือมังกรสีชมพูกิ้งกือมังกรสีชมพูถูกค้นพบโดยสมาชิกในชมรมคนรักกิ้งกือเมื่อเดือน พ.ค. 2550 พบในบริเวณป่าเขาหินปูนแถบภาคกลางตอนบนต่อกับภาคเหนือตอนล่าง และพบในประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลก เมื่อ ศ.ดร.สมศักดิ์ ปัญหา ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำมาศึกษาวิจัยภายใต้โครงการวิจัยกิ้งกือและไส้เดือนดิน และร่วมกับ ศ.เฮนริค อิงฮอฟ (Henrik Enghoff) ผู้เชี่ยวชาญด้านกิ้งกือมือหนึ่งของโลกแห่งมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก พบว่าเป็นกิ้งกือชนิดใหม่ของโลกและให้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า เดสโมไซเตส เพอร์พิวโรเซีย (Desmoxytes purpurosea) และได้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารนานาชาติ ซูแทกซา (Zootaxa) ตั้งแต่ปี 2550

กระทั่งเมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2551 สถาบันไอไอเอสอี (International Institute for Species Exploration: IISE) มหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนา (Arizona State University) สหรัฐฯ ประกาศให้กิ้งกือมังกรสีชมพูเป็นสุดยอดการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่อันดับที่ 3 ของโลก

เหตุผลที่ได้ชื่อว่ากิ้งกือมังกรสีชมพู เพราะอยู่ในวงศ์กิ้งกือมังกร หรือพาราดอกโซโซมาติดี (Paradoxosomatidae) และมีสีชมพูสดใสแบบช็อคกิงพิงค์ (shocking pink) และมีลักษณะโดดเด่นด้วยลวดลายและปุ่มหนามคล้ายมังกร พบได้ในป่าที่มีความชุ่มชื้นสูงและอุดมสมบูรณ์ เมื่อโตเต็มวัยจะมีลำตัวยาวประมาณ 7 ซม. มีจำนวนปล้องราว 20-40 ปล้อง และสามารถขับสารพิษประเภทไซยาไนด์ออกมาจากต่อมขับสารพิษข้างลำตัวเพื่อป้องกันตนเองจากศัตรูธรรมชาติจำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก เช่น หนู


อันดับ 4 กบหายากของศรีลังกา


กบหายากชนิด ฟิลอตัส ไมอา (Philautus maia)

กบชนิดนี้เป็นกบหายากที่พบในประเทศศรีลังกา ชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า ฟิลอตัส ไมอา (Philautus maia) โดยก่อนหน้านี้เชื่อว่ากบดังกล่าวได้สูญพันธุ์ไปแล้วในปัจจุบัน แต่เมื่อมีการค้นพบกบชนิดนี้อีกครั้งจึงเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพที่มีอยู่ในประเทศศรีลังกา ซึ่งกบดังกล่าวมีลักษณะเช่นเดียวกับตัวอย่างกบที่เก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่ปี 2403 และต่อมาไม่เคยมีใครพบเห็นอีกมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 แล้ว จึงเป็นไปได้ที่จะไม่ค่อยมีใครรู้จัก


อันดับ 5 งูไทปันชนิดใหม่ (Central Ranges Taipan) หนึ่งในงูที่มีพิษร้ายมากที่สุดในโลก


งูไทปันชนิด ออกไซอุรานัส เทมโพราลิส (Oxyuranus temporalis)

งูชนิดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ออกไซอุรานัส เทมโพราลิส (Oxyuranus temporalis) พบในประเทศออสเตรเลีย อาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในงูชนิดที่มีพิษรุนแรงที่สุดในโลก และเป็นญาติใกล้ชิดกับงูไทปันโพ้นทะเล (inland taipan) และงูไทปันชายฝั่ง (coastal taipan) ที่เป็นงูมีพิษร้ายแรงมากที่สุดอันดับ 1 และ 3 ของโลก ซึ่งการค้นพบงูชนิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดประเภทสิ่งมีชีวิตที่มีพิษรุนแรงเพื่อประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยที่ถูกพิษจากสัตว์เหล่านี้


อันดับ 6 ค้างคาวผลไม้ (Mindoro stripe-faced fruit bat)


ค้างคาวผลไม้ชนิด สไตลอคทีเนียม มินโดเรนซิส (Styloctenium mindorensis)

ค้างคาวผลไม้ชนิดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า สไตลอคทีเนียม มินโดเรนซิส (Styloctenium mindorensis) พบบนเกาะมินโดโร (Mindoro) ประเทศฟิลิปปินส์แห่งเดียวเท่านั้น และเป็นค้างคาวชนิดที่ 2 ในสกุลสไตลอคทีเนียม โดยชนิดแรกนั้นพบอยู่บนเกาะสุลาเวสี อินโดนีเซีย ค้างคาวผลไม้ชนิดนี้จัดเป็นสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากอีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของค้างคาวลดน้อยลง และยังถูกล่าจากมนุษย์ แต่การค้นพบค้างคาวชนิดใหม่นี้จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาพฤติกรรมและการกระจายพันธุ์ของค้างคาวบนเกาะมินโดโรเพื่อหาวิธีอนุรักษ์ต่อไป


อันดับ 7 เห็ดเซอโรโคมัส ซิลวูดเอนซิส


เห็ดเซอโรโคมัส ซิลวูดเอนซิส (Xerocomus silwoodensis)

เซอโรโคมัส ซิลวูดเอนซิส (Xerocomus silwoodensis) เป็นเห็ดชนิดใหม่ที่พบอยู่ในซิลวูดแคมปัส (Silwood Campus) ในอิมพีเรียลคอลเลจ (Imperial College) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แต่ก็ยังพบในบริเวณอื่นของอังกฤษอีก 2 แห่ง รวมทั้งในสเปนและอิตาลีอีกอย่างละหนึ่งแห่ง การค้นพบนี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อการศึกษาชนิดของพืชพรรณต่างๆ ในบริเวณนั้น และสถานภาพของเห็ดชนิดนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้างในปัจจุบัน


อันดับ 8 - แมงกะพรุนกล่อง (box jellyfish)


แมงกะพรุนกล่องชนิด มาโล คิงกิ (Malo kingi)

แมงกะพรุนชนิดใหม่นี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าแมงกะพรุนอิรุคันจิ (irukandji jellyfish) เป็นแมงกะพรุนกล่องชนิดที่ 2 ของในสกุลมาโล (Malo) ซึ่งมีพิษรุนแรงมาก ชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า มาโล คิงกิ (Malo kingi) โดยตั้งตามชื่อของโรเบิร์ต คิง (Robert King) นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันที่เสียชีวิตเนื่องจากถูกพิษของแมงกะพรุนชนิดนี้ขณะเล่นน้ำทะเลอยู่ทางตอนเหนือของควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย การตายของคิงทำให้เกิดการตื่นตัวและหาวิธีการจัดการแมงกะพรุนชนิดดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยของประชาชน


อันดับ 9 ด้วงแรด (Rhinoceros beetle)


ด้วงแรด เมกาซีราส ไบรอันซาลตินี (Megaceras briansaltini)

ที่มาของชื่อด้วงแรดมาจากลักษณะของเขาที่โค้งงอเหนือศีรษะของด้วงที่มองดูคล้ายกับนอของแรด ชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า เมกาซีราส ไบรอันซาลตินี (Megaceras briansaltini) พบในประเทศเปรู ซึ่งลักษณะโดดเด่นแปลกประหลาดของด้วงแรดนี้ยังไปคล้ายคลึงกับด้วงแรดสีฟ้าในภาพยนตร์เรื่อง อะ บักส์ ไลฟ์ (A Bug's Life) อีกด้วย


อันดับ 10 ต้นมิชลินแมน (Michelin Man™ Plant)


ต้นมิชลินแมน (Michelin Man™ Plant)

พืชชนิดใหม่รูปร่างประหลาด มีข้อปล้องพองๆ มองดูคล้ายกับมิชลินแมน (Michelin Man™) ตัวการ์ตูนที่เป็นพรีเซนเตอร์ของยางมิชลิน เลยถูกตั้งชื่อให้ว่าต้นมิชลินแมน ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า เทคติคอร์เนีย ไบเบนดา (Tecticornia bibenda) พืชชนิดนี้ถูกค้นพบทางตะวันตกของประเทศออสเตรเลียร่วมกับพืชชนิดใหม่อื่นๆ รวมทั้งสิ้น 298 ชนิด


(หมายเหตุ : ข้อมูลและภาพประกอบจาก International Institute for Species Exploration: IISE, ไบโอเทค)
Source: ผู้จัดการออนไลน์

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง :


อ่านรายละเอียด...

Thursday, May 22, 2008

นิยายนักสืบ

อย่าพึ่งแปลกใจนะเพื่อนๆ ที่เอานิยายมาให้อ่านกัน แต่ที่น่าสนใจคือเป็นนิยายนักสืบที่ให้แง่คิดและมุมมองที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ IT ซึ่งเราอ่านแล้วก็สนุกดีและให้ความรู้อีกด้วย บางเรื่องให้แง่คิดที่เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เรามักจะมองข้ามไปแต่จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่สำคัญ อิๆๆ สนุกดี ชอบๆๆ ลองอ่านกันนะ
เขียนโดยคุณลาภลอย วานิชอังกูร ซึ่งเป็นนักเขียนบทความในนิตยสารเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เราได้อ่านที่เค้าเขียนไว้หลายๆ เรื่องให้ความรู้ดีมากและเค้าเก่งจริงๆ นะ เพื่อนๆ สามารถเข้าไปอ่านบทความเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่คุณลาภลอย เขียนไว้ที่ลิงก์นี้ได้นะ http://thai-cs.spaces.live.com/default.aspx


อ่านรายละเอียด...

Thursday, May 15, 2008

วิทยาการคอมพิวเตอร์ คืออะไร

วิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science) คือ ศาสตร์ที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ทั้งด้านโครงสร้างของคอมพิวเตอร์ การทำงานภายในคอมพิวเตอร์ และรวมไปถึงการนำคอมพิวเตอร์ไปประยุกต์ใช้งาน วิทยาการคอมพิวเตอร์เป็นศาสตร์ที่เกิดต่อจากศาสตร์ด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเป็นศาสตร์ที่ถือว่าใหม่ หลังจากที่คอมพิวเตอร์เครื่องแรกได้ถือกำเนิดขึ้นรวมกลางทศวรรษที่ 1930 และพัฒนามาเรื่อยจนราวทศวรรษที่ 1960 มีการนำเอาทรานซิสเตอร์มาใช้งานทำให้คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลง ซึ่งถือเป็นช่วงที่วิทยาการคอมพิวเตอร์ได้ถือกำเนิดขึ้น ในประเทศไทยนั้น ศาสตร์ด้านคอมพิวเตอร์มีบทบาทตั้งแต่ราวทศวรรษที่ 1980 ศาสตร์ด้านนี้จะศึกษาในแนวลึกในเชิงทฤษฏี โดยจะศึกษาว่าคอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างไร มีส่วนประกอบอะไรบ้าง รวมทั้งการนำคอมพิวเตอร์ไปใช้งานด้านต่างๆ

ในแง่ของศาสตร์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์นั้น วิทยาการคอมพิวเตอร์เป็นหนึ่งในห้าสาขาที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วย วิทยาการคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบสารสนเทศ วิศวกรรมซอฟต์แวร์ และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์

คำว่า วิทยาการคอมพิวเตอร์ มีความหมายเทียบเท่ากับคำในภาษาอังกฤษ คือ computer science (หรือในสหราชอาณาจักร นิยมใช้คำว่า computing science โดยมีความหมายต่างกันเล็กน้อย)

คำที่ใช้ในภาษาฝรั่งเศสคือ Informatique จาก "information" (สารสนเทศ) และ "automatique" (อัตโนมัติ) บัญญัติโดย Philippe Dreyfus ในปี พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) ซึ่งคำในภาษาอิตาลี Informatica และภาษาสเปน Informática ก็มีที่มาจากคำในภาษาฝรั่งเศสคำนี้ ส่วนคำที่ใช้ในภาษาเยอรมันคือ Informatik ซึ่งก็ดูคล้ายกัน และมีรากจากคำทั้งสองเหมือนกัน แต่ได้ถูกบัญญัติใช้ในเยอรมันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1957) และเมื่อไม่นานมานี้ ในภาษาอังกฤษเอง ก็ได้มีการใช้คำว่า informatics ซึ่งก็มาจากรากเดียวกัน แต่มักใช้หมายความถึง information science (สารสนเทศศาสตร์) หรือในบางครั้งใช้แทนคำว่า computer science (หรือ computing scince) แต่กินความหมายที่กว้างไปกว่าคอมพิวเตอร์หรือเครื่องจักร โดยรวมถึงการคำนวณและสารสนเทศในธรรมชาติด้วย

สำหรับภาษาไทย คำว่า "computer science" แต่เดิมในภาษาไทยเรียกทับศัพท์ว่า "คอมพิวเตอร์ไซแอนส์" [1] โดยเป็นชื่อของหน่วยงานหนึ่งของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหน่วยงานแรกในประเทศไทยที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ต่อมาได้ย้ายมาเป็นภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ และยังคงหลักสูตรวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์มหาบัณฑิตไว้ ซึ่งเป็นหลักสูตรเดียวในประเทศที่ใช้คำว่า "วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์" ส่วนหน่วยงานที่เปิดสอนวิชานี้ในระดับปริญญาตรีแห่งแรกในประเทศไทยคือ สาขาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (ชื่อเดิม) คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งสาเหตุที่เดิมเรียกว่า "ศาสตร์คอมพิวเตอร์" เนื่องจากคำว่า "ไซน์" ในความหมายนี้คือ "ศาสตร์" เช่นเดียวกับใน สังคมศาสตร์ หรือ โซเชียลไซน์ (social science)

ต่อมาราชบัณฑิตยสถานได้กำหนดคำว่า "วิทยาการคอมพิวเตอร์" ให้มีความหมายตรงกับคอมพิวเตอร์ไซน์ขึ้น ทำให้หน่วยงานที่ต่างๆ ปรับมาใช้คำว่า วิทยาการคอมพิวเตอร์ หรือใช้คำศัพท์อื่นๆ ที่มีความหมายใกล้เคียงตามแต่ละสถาบันกำหนด เช่น วิทยาการคณนา ซึ่งมาจากศาสตร์แห่งการคำนวณเชิงคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีการเรียนการสอนเน้นทางด้านการคำนวณคณิตศาสตร์สำหรับงานคอมพิวเตอร์มากกว่า การศึกษาองค์ความรู้ที่เกียวกับคอมพิวเตอร์โดยตรง หรือ สาขาที่ใกล้เคียงอย่าง คณิตศาสตร์ประยุกต์ เป็นต้น



วิทยาการคอมพิวเตอร์ทำให้เราเข้าใจถึงหลักการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นรากฐานของเทคโนโลยีสารสนเทศ ขณะที่เทคโนโลยีสารสนเทศจะเน้นด้านการใช้งาน วิทยาการคอมพิวเตอร์จะเน้นทฤษฏีและหลักการ วิทยาการคอมพิวเตอร์เป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่ผสมผสานระหว่าง ศาสตร์ด้านไฟฟ้าอีเล็กทรอนิกส์ คณิตศาสตร์หลายแขนง เช่น ตรรกศาสตร์ สถิติ เรขาคณิต รวมเทคนิคหรืออัลกอริธึมในการเขียนโปรแกรม

วิทยาการคอมพิวเตอร์นั้นมีลักษณะเด่นคือมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมาก วิทยาการใหม่ที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์นั้นเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ทุกวัน โดยคอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลง มีความเร็วสูงขึ้น มีการคิดวิธีการคำนวณใหม่ๆ ทำให้โปรแกรมมีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีการคิดคอมพิวเตอร์ประเภทใหม่ๆ หรือสถาปัตยกรรมใหม่ๆ เช่น การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หลายร้อยหลายพันตัวให้คำนวณหรือทำงานร่วมกัน เพื่อให้ได้คำตอบที่เร็วขึ้นหรือถูกต้องมากขึ้น นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการศึกษาหลักการหรือวิธีการ ในการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายเน็ตเวิร์คหรือเครือข่ายอินเตอร์เน็ต วิธีการในการนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ในอุตสาหกรรม เช่น หลักการวางระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเพิ่มผลผลิตในโรงงาน หลักการควบคุมดูแลเครื่องจักรเพื่อผลิตสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ และกระบวนการผลิตเป็นแบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังคิดหลักการ ทฤษฏีที่เกี่ยวกับการนำเอาคอมพิวเตอร์ไปใช้ในงานระดับสูงอื่นๆ เช่น งานด้านชีววิทยา เพื่อหารหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต งานด้านการแพทย์เพื่อควบคุมดูแลประวัติของผู้ป่วยและพัฒนาระบบวินิจฉัยโรคอัตโนมัติ งานด้านฟิสิกส์ เคมี เพื่อสร้างแบบจำลองหรือโมเดลก่อนทำการทดลองจริง

ในยุคต่อไป คอมพิวเตอร์จะมีขนาดเล็กลง มีความเร็วสูงขึ้น และมีหน่วยความจำมากขึ้น และที่สำคัญ ราคาของคอมพิวเตอร์จะถูกลงมาก ดังนั้นคอมพิวเตอร์จะเข้ามามีบทบาทในสังคมของเรามากขึ้น โดยเราจะเรียกสังคมนี้ว่าสังคมยูบิคิวตัส (ubiquitous) คือมีคอมพิวเตอร์อยู่ทุกหนทุกแห่ง ดังนั้นการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะการนำมาใช้ในปัญหาที่ซับซ้อน และหลักการสร้างระบบหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่จะเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งวิทยาการคอมพิวเตอร์นั้นจะช่วยเราค้นหาคำตอบในสิ่งเหล่านี้ได้

วิทยาการคอมพิวเตอร์เรียนเกี่ยวกับอะไร

ในสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ จะศึกษาด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์และรวมไปถึงการศึกษาในเชิงปฏิบัติเพื่อนำคอมพิวเตอร์ไปใช้งานต่างๆ โดยศึกษาทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ตามหมวดหมู่ดังนี้

  1. หลักการหรือทฤษฏีการเขียนโปรแกรมและซอฟต์แวร์

    ศึกษาถึง วิธีการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาต่างๆ ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน ซึ่งภาษาที่ศึกษาหลักๆ ได้แก่ ภาษาซี ภาษาจาวา ภาษาพีเฮชพี และภาษาเอสคิวแอล เป็นต้น นอกจากนี้ยังศึกษาถึงหลักการเขียนโปรแกรมหรืออัลกอริธึม และศึกษาว่ามีโครงสร้างข้อมูลอะไรบ้างที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม รวมทั้งศึกษาว่า ภาษาที่ใช้ในการโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีกี่ประเภท แต่ละประเภทมีลักษณะเฉพาะอย่างไร แตกต่างกันอย่างไร และศึกษาวิธีการแปลงภาษาระดับสูงที่มนุษย์เข้าใจ ไปเป็นภาษาเครื่องที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ รวมทั้งศึกษาวิธีการเขียนและออกแบบซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่จะเขียนด้วย และศึกษาหลักการและการออกแบบระบบขนาดใหญ่
  2. หลักการหรือทฤษฏีที่เกี่ยวกับโครงสร้างของคอมพิวเตอร์และการควบคุมคอมพิวเตอร์

    ศึกษาว่า คอมพิวเตอร์ประกอบด้วยวงจรไฟฟ้าแบบดิจิตอลอย่างไร และศึกษาว่าคอมพิวเตอร์มีโครงสร้างหรือสถาปัตยกรรมเป็นแบบใด และศึกษาว่านอกจากฮาร์ดแวร์แล้วคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องมีโปรแกรมพื้นฐาน ไว้ติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่า ระบบปฏิบัติการหรือโอเอส รวมทั้งศึกษาวงจรคอมพิวเตอร์เฉพาะงาน ที่เรียกว่าไมโครโปรเซสเซอร์ และศึกษาหลักการและวิธีการเข้ารหัส และการถอดรหัสคอมพิวเตอร์ ศึกษาการควบคุมความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์
  3. หลักการหรือทฤษฏีที่เกี่ยวกับการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สื่อสาร

    ศึกษาถึง พื้นฐานของการสื่อสารข้อมูล โครงสร้างและโปรโตคอลของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (คอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์ค) การนำคอมพิวเตอร์มาเชื่อมโยงกันเพื่อใช้งานร่วมกัน รวมทั้งศึกษาถึง การนำคอมพิวเตอร์ไปให้บริการต่างๆ ทางอินเตอร์เน็ต และเทคโนโลยีสารสนเทศบนเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา เช่น มือถือ เครื่องปาล์ม เป็นต้น
  4. หลักการหรือทฤษฏีที่เกี่ยวกับการนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ในงานด้านกราฟิก มัลติเมเดีย
    ศึกษาถึง การประยุกต์คณิตศาสตร์ไปใช้กับการออกแบบชิ้นงานที่มีรูปร่างต่างๆ ซึ่งศาสตร์ด้านนี้รู้จักในชื่อของ ซอฟต์แวร์ประเภทแคด/แคม รวมทั้งการนำคอมพิวเตอร์ไปจัดการกับภาพและเสียง
  5. หลักการหรือทฤษฏีที่เกี่ยวกับการนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ทำงานที่ชาญฉลาด

    ศึกษาถึง วิธีการสร้างระบบสารสนเทศที่มีความชาญฉลาด หรือศาสตร์ที่ชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งจะศึกษาเกี่ยวกับระบบสารสนเทศที่เลียนแบบมนุษย์ เช่น ระบบผู้เชี่ยวชาญ ระบบวิเคราะห์ภาพ ระบบวิเคราะห์เสียง เป็น
  6. หลักการหรือทฤษฏีที่เกี่ยวกับการทำงานของการคำนวณและการประยุกต์ใช้งานระดับสูง

    ศึกษาถึงหลักการที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการคำนวณ ซึ่งเป็นทฤษฏีระดับสูง และศึกษาการนำคอมพิวเตอร์ไปใช้งานระดับสูงซึ่งมีความยาก เช่น การประยุกต์ไปใช้งานด้านชีวภาพ การประยุกต์ใช้งานมัลติเมเดียระดับสูง การสกัดความรู้ที่สำคัญและน่าสนใจจากข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ เป็นต้น


สาขาที่เกี่ยวข้อง

วิทยาการคอมพิวเตอร์ หรือศาสตร์คอมพิวเตอร์มีความสัมพันธ์กับสาขาอื่นๆ อีกหลายศาสตร์ ถึงแม้ว่าในแต่ละศาสตร์ จะครอบคลุมเนื้อหาที่เหมือนกันอยู่อย่างเห็นได้ชัด แต่ว่าแต่ละศาสตร์ หรือสาขาก็จะมีลักษณะสำคัญ และระดับของการศึกษ การวิจัย และการประยุกต์ใช้แตกต่างกันไปจากสาขาอื่นๆ



วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เป็นการศึกษาเกี่ยวกับ การใช้หลักการวิศวกรรม ซึ่งเริ่มตั้งแต่การเก็บความต้องการ การออกแบบ การสร้าง การทดสอบ วิเคราะห์ จนถึงการบำรุงรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับระบบคอมพิวเตอร์ หรือ ระบบอุปกรณ์ ซึ่งต้องใช้ความรู้ทั้งซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ การสื่อสาร ควบคู่กับความรู้ทางด้านวิศวกรรม

วิศวกรรมซอฟต์แวร์ (วิศวกรรมส่วนชุดคำสั่ง) เน้นที่กระบวนการวิศวกรรมสำหรับระบบซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ โดยเริ่มด้วยการวิเคราะห์ความต้องการ, การออกแบบ, การพัฒนา, การทดสอบ ตลอดจนถึงการบำรุงรักษาระบบซอฟต์แวร์


วิทยาการสารสนเทศ (สารสนเทศศาสตร์) เป็นการศึกษาเกี่ยวกับภาคทฤษฎีสารสนเทศ เริ่มตั้งแต่การรับรู้, การทำความเข้าใจ, การวิเคราะห์, การจัดเก็บ, การค้นคืน, การสร้าง, การโต้ตอบ, การสื่อสาร, และ การจัดการข้อมูลและสารสนเทศ


เทคโนโลยีสารสนเทศ เน้นการประยุกต์ใช้สารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดกับสังคม ธุรกิจ องค์กร หรืออุตสาหกรรม


ระบบสารสนเทศ เป็นการศึกษาการใช้งานคอมพิวเตอร์ สำหรับระบบการทำงานที่อาศัยข้อมูลสารสนเทศ เพื่อจุดประสงค์ในการช่วยเหลือสนับสนุน การดำเนินงานต่างๆ ภายในองค์กร โดยคำประยุกต์ใช้งานนั้น จะมีความหมายครอบคลุมถึง การออกแบบ,ใช้งาน, การติดตั้ง, และการบำรุงรักษา ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์, ซอฟต์แวร์, เครือข่าย, บุคลากร หรือข้อมูล


ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ เป็นสาขาย่อยของระบบสารสนเทศ โดยจะเน้นที่ระบบสารสนเทศ ที่จัดการเกี่ยวกับการบริหารจัดการการเงิน และบุคลากร




วิทยาการคอมพิวเตอร์ต่างกับเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างไร

ที่จริงแล้วสองสาขานี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาก โดยวิทยาการคอมพิวเตอร์นั้นถือกำเนิดมาก่อนเทคโนโลยีสารสนเทศ และจะเน้นด้านทฤษฏีเป็นหลัก โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ โครงสร้างของเครื่องคอมพิวเตอร์ หลักการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ การผลิตซอฟต์แวร์ที่มีขนาดใหญ่ให้มีประสิทธิภาพ การนำคอมพิวเตอร์มาใช้กับงานชั้นสูงที่มีความซับซ้อนมาก จุดเด่นของวิทยาการคอมพิวเตอร์คือ เน้นศึกษาวิธีการทำให้คอมพิวเตอร์มีสมรรถนะที่สูงขึ้น และศึกษาวิธีการผลิตซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพเพื่อใช้งานคอมพิวเตอร์ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด

สำหรับเทคโนโลยีสารสนเทศหรือไอทีนั้น ได้ถูกกล่าวถึงกันมากในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้เองหลังจากอินเตอร์เน็ตเป็นที่แพร่หลาย โดยเทคโนโลยีสารสนเทศจะเน้นการประยุกต์ใช้งานคอมพิวเตอร์ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านธุรกิจ งานด้านการสื่อสาร งานในสายการผลิต งานด้านบริการ เป็นต้น เทคโนโลยีสารสนเทศนั้นค่อนข้างเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา จุดเด่นของเทคโนโลยีสารสนเทศคือ เน้นศึกษาวิธีการนำคอมพิวเตอร์ไปประยุกต์ใช้งาน จัดการเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารหรือสารสนเทศ ซึ่งรวมไปถึงเทคโนโลยีระบบเคลื่อนที่ เช่น มือถือ และการจัดการธุรกิจและการลงทุนที่เกี่ยวกับสารสนเทศ


เรียนจบแล้วสามารถประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง

หลังจบสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ สามารถทำงานหรือศึกษาต่อระดับสูงได้ทั้งที่เป็นด้านเทคนิคและด้านการบริหารจัดการ และเนื่องจากวิทยาการคอมพิวเตอร์เน้นการศึกษาด้านหลักการและวิธีการ ดังนั้นนักศึกษาจะมีความรู้ในเชิงลึก ซึ่งทำให้สามารถทำงานในระดับสูงหรืองานด้านการวิจัยและพัฒนาได้ นอกจากนี้ยังสามารถทำงานที่เกี่ยวกับการโปรแกรมและการออกแบบสร้างซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ได้ แต่ถ้าผู้สำเร็จการศึกษาสนใจด้านการบริหารจัดการ ก็สามารถไปศึกษาต่อด้านการบริหารจัดการหรือการลงทุน โดยการเรียนด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์มีข้อได้เปรียบกว่าสาขาอื่นๆ ตรงที่นักศึกษาจะมีความรู้ในเชิงเทคนิคที่แน่นพอ ซึ่งทำให้การทำงานด้านการบริหารจัดการก็จะง่ายและมีพื้นฐานที่ดีต่อการประกอบอาชีพด้านการจัดการที่เกี่ยวกับงานที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ นักศึกษาสามารถเลือกเรียนเพิ่มเติมด้านการจัดการทำให้สามารถทำงานด้านการให้คำแนะนำแก่บริษัทต่างๆ ได้ นักศึกษาที่จบด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จะสามารถทำงานได้ทั้งด้านเทคนิคและด้านการบริหารจัดการดังนี้

  1. งานด้านเทคนิคหรืองานผู้เชี่ยวชาญ
    ผู้ออกแบบและวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์ในบริษัทหรือองค์กรต่างๆ
    ผู้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ และบำรุงรักษาระบบคอมพิวเตอร์
    ผู้เขียนโปรแกรมประยุกต์หรือโปรแกรมระบบงาน หรือที่เรียกว่าโปรแกรมเมอร์
    ผู้ออกแบบสร้างและบำรุงรักษาระบบฐานข้อมูลซึ่งเป็นระบบสารสนเทศพื้นฐานในทุกองค์กร
    ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
    ผู้ออกแบบและโปรแกรมคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ
    ผู้ออกแบบและโปรแกรมระบบกราฟิกหรืออะนิเมชั่น

  2. งานด้านการจัดการหรืองานให้คำปรึกษา
    ผู้ประสานงานในโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์
    ผู้จัดการแผนก ส่วนหรือฝ่ายคอมพิวเตอร์หรือฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศในองค์การ
    ผู้ให้คำปรึกษาด้านระบบคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีสารสนเทศแก่องค์กรต่างๆ
    ผู้ประกอบธุรกิจหรือนักลงทุนด้านระบบคอมพิวเตอร์

เรียนจบแล้วสามารถทำงานที่ไหนได้บ้าง

จบด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์แล้ว เราสามารถทำงานได้ในทุกองค์กรที่มีคอมพิวเตอร์หรือระบบสารสนเทศอยู่ ซึ่งในปัจจุบันเกือบทุกองค์กรไม่ว่าที่เป็นของรัฐหรือเอกชน จะมีระบบคอมพิวเตอร์ใช้งานอยู่แล้ว จึงทำให้ผู้จบด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์เป็นที่ต้องการมาก อย่างไรก็ตามการทำงานด้านระบบคอมพิวเตอร์ในองค์กรมีสองประเภท คือ การทำงานในองค์กรหรือธุรกิจที่ระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นแกนหลัก และ การทำงานในองค์กรหรือธุรกิจที่ระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบเทคโนโลยีสารสนเทศไม่ใช่แกนหลัก

ธุรกิจที่ระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นแกนหลักได้แก่ ธุรกิจผลิตซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขาย ธุรกิจบริการด้านข้อมูลข่าวสาร ธุรกิจด้านการให้บริการระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบอินเตอร์เน็ตหรือระบบเครือข่ายมือถือ ธุรกิจให้บริการด้านพาณิชย์อีเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซ ธุรกิจให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศหรือที่เรียกว่าธุรกิจคอนซัลแตนต์

ธุรกิจที่ระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบเทคโนโลยีสารสนเทศไม่ได้เป็นแกนหลัก ได้แก่

  • ธุรกิจผลิตสินค้าหรือโรงงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจด้านการเกษตร ด้านอาหาร ด้านรถยนต์ ด้านน้ำมัน ด้านไฟฟ้าและพลังงาน ด้านสินค้าอีเล็กทรอนิกส์ ด้านผลิตเครื่องจักรกล ด้านผลิตภาพยนตร์ เป็นต้น
  • ธุรกิจเชิงบริการ ได้แก่ ด้านการธนาคาร ด้านบัญชี ด้านขนส่ง ด้านโรงภาพยนตร์ ด้านค้าปลีกหรือร้านค้าซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น



เรียนต่อด้านไหนได้บ้าง

จบสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์แล้ว สามารถไปศึกษาต่อได้ทั้งด้านเทคนิค และด้านการบริหารจัดการหรือด้านธุรกิจ ทางด้านเทคนิคหรืองานวิจัย ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถไปศึกษาต่อได้ทั้งในและต่างประเทศ โดยเรียนต่อในสาขาที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์โดยตรง เช่น ด้านระบบฐานข้อมูลในองค์กร ด้านเน็ตเวิร์ค ด้านความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์ ด้านระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะหรือปัญญาประดิษฐ์ และด้านที่นำคอมพิวเตอร์ไปประยุกต์ในงานสาขาอื่น เช่น ด้านสื่อสารมวลชน ด้านมัลติเมเดีย ด้านอะนิเมชั่น ด้านระบบคอมพิวเตอร์เพื่อการแพทย์ ด้านสารสนเทศชีววิทยา ด้านการสร้างแบบจำลองเพื่อวิเคราะห์ทางเคมีและฟิสิกส์ เป็นต้น

ส่วนด้านการบริหารจัดการหรือด้านธุรกิจนั้น ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถศึกษาต่อด้านการบริหารจัดการหรือเอ็มบีเอ ด้านการจัดการระบบคอมพิวเตอร์ ด้านการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการลงทุนเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านระบบคอมพิวเตอร์เพื่อบริหารงานบัญชี ด้านระบบคอมพิวเตอร์เพื่องานบุคคล ด้านระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหาร ด้านการประเมินและวิเคราะห์ความเสี่ยงของธุรกิจ เป็นต้น


ที่มา :



อ่านรายละเอียด...

Tuesday, April 29, 2008

การใช้งาน Folder Options

การใช้งาน Folder OptionsFolder Options เป็นส่วนของวินโดว์ในการกำหนดค่าของการแสดงรายการโฟลเดอร์และไฟล์ในหน้าต่าง Windows Explorer เช่น การ View แสดงไฟล์ประเภทต่างๆ, การแสดงไฟล์ซ่อน เป็นต้น

วิธีการเปิด Folder Options:
วิธีที่ 1) เปิดโปรแกรม Windows Explore คลิกที่เมนู Tools -> Folder Options...
วิธีที่ 2) คลิกที่ Start -> Settings -> Control Panel -> Folder Options
วิธีที่ 3) คลิกที่ปุ่ม Start->Run... พิมพ์ Control FolderS แล้วคลิกปุ่ม OK

รูปหน้าต่าง Folder Options


Folder Options จากที่เห็นในวินโดว์ XP จะประกอบด้วย 4 แท็บคือ General, View, File types และ Offline filesแต่โดยส่วนใหญ่จะเข้าไปใช้งานในส่วน View มากกว่าส่วนอื่นครับ

ใน Advanced Settings: จะเป็นการกำหนดการแสดงรายการ files and folders ในโปรแกรม Windows Explorer เช่น
- Hiden fildes and folders จะให้แสดงไฟล์และโฟลเดอร์ที่ซ่อนไว้หรือไม่
- Hide extension for known file types กำหนดให้ซ่อนนามสกุลไฟล์
- Hide protected operating system files กำหนดให้ซ่อนโฟลเดอร์และไฟล์ที่เป็นไฟล์ระบบของวินโดว์

มีอีกหลายหัวข้อที่น่าสนใจครับ ว่างๆ ลองไปศึกษาเพิ่มเติมเอาเองอะนะ
อ่านรายละเอียด...

การแก้ไขปัญหาการใช้งานวินโดว์เบื้องต้น

การแก้ไขปัญหาการใช้งานวินโดว์เบื้องต้นซึ่งเกิดจากการติดไวรัส โดยใช้งานโปรแกรม Group Policy หรือ gpedit.msc

วิธีเปิดโปรแกรม Group Policy :
คลิกที่ปุ่ม Start คลิกที่เมนู Run... พิมพ์ gpedit.msc ในช่อง Open: แล้วคลิกที่ปุ่ม OK


*** โปรดทำการแก้ไขด้วยความระมัดระวัง หากแก้ไขผิดพลาดอาจจะเข้าใช้งานวินโดว์ไม่ได้ ***

ปัญหาที่พบบ่อยๆ
ไม่สามารถใช้งานโปรแกรม Regedit ได้
1) คลิกที่ User Configuration\Administrative Templates\System
2) ดับเบิ้ลคลิกที่ Prevent access to registry editing tools
3) คลิกที่แท็บ Setting เลือก Not Configured หรือ Disabled
4) คลิกที่ปุ่ม Apply
5) คลิกที่ปุ่ม OK

ไม่สามารถเปิดโปรแกรม Task Manager ได้
1) คลิกที่ User Configuration\Administrative Templates\System\Ctrl+Alt+Del Options
2) ดับเบิ้ลคลิกที่ Remove Task Manager
3) คลิกที่แท็บ Setting เลือก Not Configured หรือ Disabled
4) คลิกที่ปุ่ม Apply
5) คลิกที่ปุ่ม OK

ไม่สามารถเปิดเมนู Tools -> Folder Options...
เพื่อแก้ไขคุณสมบัติการ View ของ Windoes Explorer ได้
1) คลิกที่ User Configuration\Administrative Templates\Windows Components\Windows Explorer
2) ดับเบิ้ลคลิกที่ Removes the Folder Options menu item from the toos menu
3) คลิกที่แท็บ Setting เลือก Not Configured หรือ Disabled
4) คลิกที่ปุ่ม Apply
5) คลิกที่ปุ่ม OK
*** ต้องเปิดหน้าต่าง Windows Explorer ใหม่จึงจะเห็นผล ***

หรือจะใช้โปรแกรม Regedit
คีย์ User Key: HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer
คีย์ System Key: HKEY_LOCAL_MACHINE\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer

Value Name: NoFolderOptions
Data Type: REG_DWORD (DWORD Value)
Value Data: (0 = show options, 1 = hide options)
อ่านรายละเอียด...

Friday, April 25, 2008

ซ่อนไดร์ฟใน My Computer

เมื่อทำการซ่อนไดร์ฟด้วยวิธีนี้แล้ว จะไม่สามารถมองเห็นทั้งใน My Computer และโปรแกรม ไม่ว่าจะเปิดด้วยโปรแกรมอะไรก็ตาม
  1. คลิกปุ่ม start -> Run... พิมพ์ regedit
  2. เข้าไปที่ HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\ CurrentVersion\Policies\Explorer
  3. สร้างค่า DWORD ขึ้นมาใหม่ โดยให้คลิกขวาตรงพื้นที่ว่างๆแล้วเลือกคำสั่ง New -> DWORD Value
  4. ตั้ง DWORD Value เป็นชื่อ NoDrives
  5. คลิกขวา NoDrives แล้วเลือกคำสั่ง Modify
  6. ให้ใส่ค่า
    ค่า 1 จะเป็นการซ่อนไดรฟ์ A ให้หายไป
    ค่า 4 จะเป็นการซ่อนไดรฟ์ C ให้หายไป
    ค่า 8 จะเป็นการซ่อนไดรฟ์ D ให้หายไป
    ค่า 10 จะเป็นการซ่อนไดรฟ์ E ให้หายไป
    ค่า 20 จะเป็นการซ่อนไดรฟ์ F ให้หายไป
    ค่า 40 จะเป็นการซ่อนไดรฟ์ G ให้หายไป
    ค่า 80 จะเป็นการซ่อนไดรฟ์ H ให้หายไป

แม้ว่าไดร์ฟ C จะถูกซ่อนอยู่หรือไดร์ฟอื่นที่ซ่อนไว้ แต่เราสามารถเข้าถึงได้ โดยพิมพ์ C: ลงในช่อง Address แล้วกดปุ่ม Enter ที่ คีย์บอร์ด ข้อมูลที่อยู่ในไดร์ฟ C: ก็จะปรากฎออกมา หากเราต้องการแก้ไขกลับเป็นแบบเดิมให้เราทำการลบไฟล์ NoDrives ที่เราสร้างขึ้นนั้นทิ้งไป แล้วรีสตาร์ทเครื่อง ก็จะกลับมาเป็นแบบเดิม

ที่มา : bcoms.net


อ่านรายละเอียด...

รวมคำสั่ง Run ที่ใช้ใน Windows

coการใช้คำสั่ง Run ของวินโดว์ให้คลิกปุ่ม start -> Run.. จะปรากฏหน้าต่างขึ้นมาสำหรับพิมพ์คำสั่งตามรูปด้านล่างนี้

ตารางแสดงคำสั่ง Run

คำอธิบาย


คำสั่ง

1. เรียกโปรแกรม Accessibility Optionsaccess.cpl
2. เรียกโปรแกรม Add Hardwarehdwwiz.cpl
3. เรียกโปรแกรม Add/Remove Programsappwiz.cpl
4. เรียกโปรแกรม Administrative Toolscontrol admintools
5. ตั้งค่า Automatic Updateswuaucpl.cpl
6. เรียกโปรแกรม Bluetooth Transfer Wizardfsquirt
7. เรียกโปรแกรม เครื่องคิดเลข (Calculator)calc
8. เรียกโปรแกรม Certificate Managercertmgr.msc
9. เรียกโปรแกรม Character Mapcharmap
10. เรียกโปรแกรม ตรวจสอบดิสก์ (Check Disk Utility)chkdsk
11. เรียกดูคลิปบอร์ด (Clipboard Viewer)clipbrd
12. เรียกหน้าต่างดอส (Command Prompt)cmd
13. เรียกโปรแกรม Component Servicesdcomcnfg
14. เรียกโปรแกรม Computer Management compmgmt.msc
15. เรียกดู/ตั้ง เวลาและวันที่timedate.cpl
16. เรียกหน้าต่าง Device Managerdevmgmt.msc
17. เรียกดูข้อมูล Direct X (Direct X Troubleshooter) dxdiag
18. เรียกโปรแกรม Disk Cleanup Utility cleanmgr
19. เรียกโปรแกรม Disk Defragment dfrg.msc
20. เรียกโปรแกรม Disk Management diskmgmt.msc
21. เรียกโปรแกรม Disk Partition Manager diskpart
22. เรียกหน้าต่าง Display Properties

control desktop
หรือ desk.cpl

23. เรียกหน้าต่าง Display Properties เพื่อปรับสีวินโดวส์ control color
24. เรียกดูโปรแกรมช่วยแก้ไขปัญหา (Dr. Watson)drwtsn32
25. เรียกโปรแกรมตรวจสอบไดร์ฟเวอร์ (Driver Verifier Utility)verifier
26. เรียกดูประวัติการทำงานของเครื่อง (Event Viewer)eventvwr.msc
27. เรียกเครื่องมือตรวจสอบไฟล์ File Signature Verification Tool sigverif
28. เรียกหน้าต่าง Folders Optionscontrol folders
29. เรียกโปรแกรมจัดการ Fonts control fonts
30. เปิดไปยังโฟลเดอร์ Fonts (Fonts Folder)fonts
31. เรียกเกม Free Cellfreecell
32. เปิดหน้าต่าง Game Controllersjoy.cpl
33. เปิดโปรแกรมแก้ไข Group Policy (ใช้กับ XP Home ไม่ได้) gpedit.msc
34. เรียกเกม Hearts mshearts
35. เรียกโปรแกรมสร้างไฟล์ Setup (Iexpress Wizard)iexpress
36. เรียกโปรแกรม Indexing Service ciadv.msc
37. เรียกหน้าต่าง Internet Propertiesinetcpl.cpl
38. เรียกหน้าต่าง Keyboard Propertiescontrol keyboard
39. แก้ไขค่าความปลอดภัย (Local Security Settings)secpol.msc
40. แก้ไขผู้ใช้ (Local Users and Groups)lusrmgr.msc
41. คำสั่ง Log-offlogoff
42. เรียกเกม Minesweeperwinmine
43. เรียกหน้าต่าง Mouse Properties control mouse
หรือ main.cpl
44. เรียกหน้าต่าง Network Connectionscontrol netconnections
หรือ ncpa.cpl
45. เรียกหน้าต่าง Network Setup Wizardnetsetup.cpl
46. เรียกโปรแกรม Notepad notepad
47. เรียกโปรแกรม Object Packagerpackager
48. เรียกคีย์บอร์ดบนหน้าจอ (On Screen Keyboard)osk
49. เรียกหน้าต่าง Performance Monitor perfmon.msc
หรือ perfmon
50. เรียกหน้าต่าง Power Options Propertiespowercfg.cpl
51. เรียกหน้าต่าง Printers and Faxescontrol printers
52. เรียกหน้าต่าง Printers Folderprinters
53. เรียกโปรแกรม Private Character Editoreudcedit
54. เรียกหน้าต่าง Regional Settingsintl.cpl
55. เรียกหน้าต่าง Registry Editor regedit หรือ regedt32
56. เรียกโปรแกรม Remote Desktop mstsc
57. เรียกหน้าต่าง Removable Storage ntmsmgr.msc
58. เรียกหน้าต่าง Removable Storage Operator Requests ntmsoprq.msc
59. เรียกดู Policy ที่ตั้งไว้ (ใช้กับ XP Home ไม่ได้)rsop.msc
60. เรียกหน้าต่าง Scanners and Camerassticpl.cpl
61. เรียกโปรแกรม Scheduled Taskscontrol schedtasks
62. เรียกหน้าต่าง Security Center wscui.cpl
63. เรียกหน้าต่าง Services services.msc
64. เรียกหน้าต่าง Shared Foldersfsmgmt.msc
65. คำสั่ง Shuts Down shutdown
66. เรียกหน้าต่าง Sounds and Audiommsys.cpl
67. เรียกเกม Spider Solitare spider
68. แก้ไขไฟล์ระบบ (System Configuration Editor) sysedit
69. แก้ไขการตั้งค่าระบบ (System Configuration Utility) msconfig
70. ตรวจสอบระบบด้วย System File Checker Utility (เริ่มทันที)sfc /scannow
71. ตรวจสอบระบบด้วย System File Checker Utility (เริ่มเมื่อบู๊ต) sfc /scanonce
72. เรียกหน้าต่าง System Properties sysdm.cpl
73. เรียกหน้าต่าง Task Managertaskmgr
74. เรียกหน้าต่าง User Account Managementnusrmgr.cpl
หรือ control userpasswords
75. เรียกหน้าต่าง User Account (Advance)control userpasswords2
76. เรียกโปรแกรม Utility Manager utilman
77.. เรียกโปรแกรม Windows Firewall firewall.cpl
78. เรียกโปรแกรม Windows Magnifiermagnify
79. เรียกหน้าต่าง Windows Management Infrastructurewmimgmt.msc
80. เรียกหน้าต่าง Windows System Security Toolsyskey
81. เรียกตัวอัพเดตวินโดวส์ (Windows Update)wupdmgr
82. เรียกหน้าต่าง Windows XP Tour Wizardtourstart
83. เรียกโปรแกรม Wordpadwrite
84. เรียกหน้าต่าง Control Panelcontrol
85. เรียกหน้าต่าง Files and Settings Transfer Toolmigwiz
86. เรียกโปรแกรม Malicious Software Removal Toolmrt
87. เรียกหน้าต่าง Windows System Security Toolsyskey

อ่านรายละเอียด...

Wednesday, March 12, 2008

ฮาร์ดดิสก์ตัวแรกของโลก

บริษัทไอบีเอ็มเปิดเผยว่า วันที่ 13 กันยายน 1956 เป็นวันที่ฮาร์ดดิสก์ตัวแรกถืออุบัติขึ้นบนโลก ภายใต้ชื่อรุ่น 305 RAMAC ฮาร์ดดิสก์ดังกล่าวมีน้ำหนักมากถึง 1 ตัน และมีความจุข้อมูล 5MB บนแผ่นจานบันทึกข้อมูลเส้นผ่านศูนย์กลาง 24 นิ้วจำนวน 50 แผ่น โดยมีมูลค่าประมาณ 50,000 เหรียญฯ (เทียบความจุกับปัจจุบันมันเท่ากับการเก็บไฟล์เพลงแค่ไฟล์เดียวในเครื่องเล่นในไอพอด) ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีฮาร์ดดิสก์ ข้อมูลต่างๆ ของคอมพิวเตอร์จะถูกจัดเก็บลงบนเทปแม่เหล็ก และเข้าถึงข้อมูลตามลำดับการจัดเก็บบนเทป หรือซีเควนเชียลภายหลัง 50 ปีต่อมา(ปี 2006) ฮาร์ดดิสก์ปัจจุบันสามารถจัดเก็บข้อมูลได้มากกว่า RAMAC ถึง 100 ล้านเท่า และแทนที่มันจะมีขนาดเท่ากับตู้เย็น 2 ตู้ ก็กลับมีขนาดที่เล็กจนสามารถใส่กระเป๋าพกพาไปไหนต่อไหนได้อย่างสบาย และเมื่อเทียบราคาต่อกิกะไบต์ก็ลดลงจาก 10,000,000 เหรียญฯ (ประเมินราคาหากใช้เทคโนโลยีของฮาร์ดดิสก์ตัวแรก) เหลือไม่ถึง 0.5 เหรียญฯ ในปัจจุบัน Al Hoagland วิศวกรวัย 79 ปี ผู้มีส่วนช่วยในการสร้างฮาร์ดดิสก์ตัวแรกของโลกกำลังพยายามทำให้ RAMAC กลับมาทำงานได้อีกครั้ง เพื่อนำไปไว้ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Computer History Musium) ในเมาเท็นต์วิว (จาก ARiP)



ในโอกาสที่ปี 2006 คือปีที่ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ครบ 50 ปี มาทำความรู้จักกับฮาร์ดไดร์ฟรุ่นดึกก่อนที่จะมีการพัฒนามาเป็นฮาร์ดไดร์ฟรุ่นจิ๋วแจ๋วในปัจจุบัน ซึ่งมีน้ำหนักถึง 250 กิโลกรัมแต่เก็บข้อมูลได้เพียง 5 เมกะไบต์เท่านั้น

IBM 305 RAMAC
Introduced in 1956, the IBM 305 RAMAC (Random Access Memory Accounting System) was an electronic general purpose data processing machine that maintained business records on a real-time basis. The 305 RAMAC was one of the last vacuum tube systems designed by IBM, and more than 1,000 of them were built before production ended in 1961. (from: IBM)



RAMAC (Random Access Method of Accounting and Control) เป็นหน่วยเก็บข้อมูลซึ่งได้รับการจารึกว่าเป็นฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟตัวแรกของโลก ฝีมือการผลิตของยักษ์ใหญ่สีฟ้าไอบีเอ็ม (IBM) เริ่มใช้งานจริงในช่วงปี 1956 หรือ 50 ปีที่แล้ว มีแพลตเตอร์ (platter) หรือจานเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ 24 นิ้ว ถือว่าใหญ่มากเมื่อเทียบกับแพลตเตอร์ของไมโครไดร์ฟขนาด 1 นิ้วซึ่งเป็นฮาร์ดไดร์ฟขนาดเล็กพิเศษผลงานการผลิตล่าสุดของฮิตาชิ

RAMAC ประกอบด้วยแผ่นแพลตเตอร์หลายๆแผ่นซ้อนกัน มีหัวอ่านเพื่ออ่านข้อมูลในแพลตเตอร์แต่ละชั้น ใน RAMAC แบบดั้งเดิมนั้นใช้แพลตเตอร์ขนาด 24 นิ้วถึง 50 แผ่น รวมน้ำหนักมากกว่า 250 กิโลกรัม สามารถเก็บข้อมูลได้ 5 เมกะไบต์ ถือว่าหรูมากในยุค 50 ปีที่แล้ว

แพลตเตอร์ที่เป็นส่วนประกอบใน RAMAC มีขนาดใหญ่ถึง 24 นิ้วแต่เก็บข้อมูลได้ไม่มากเท่าแพลตเตอร์ขนาด 1 นิ้วที่ฮิตาชิผลิตได้ในขณะนี้ โดยฮิตาชิระบุว่า แพลตเตอร์ที่ใช้ในฮาร์ดไดร์ฟความจุ 8GB ขนาด 1 นิ้วสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าแพลตเตอร์ขนาด 24 นิ้วของ RAMAC แผ่นเดียวถึง 80,000 เท่า โดยความจุรวมของไดร์ฟ 8GB ขนาด 1 นิ้วนั้นมากกว่า RAMAC ราว 1,600 เท่า

ผู้ที่เป็นเจ้าของ RAMAC ฮาร์ดไดร์ฟเครื่องแรกของโลกคือบริษัท Crown Zellerbach บริษัทผลิตกระดาษในซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์การ์ดให้กับไอบีเอ็มในสมัยนั้น โดยจิม พอร์เตอร์ (Jim Porter) ประธานบริษัท Disk/Trend ผู้ทำงานให้ Crown ในขณะนั้นเล่าให้ฟังว่า RAMAC ส่งเสียงดังมากขณะทำงาน และลูกค้าของ Crown มักจะขอดูฮาร์ดไดร์ฟตัวนี้อยู่เสมอ

ถัดจากยุคแพลตเตอร์ยักษ์ขนาด 24 นิ้ว แพลตเตอร์รุ่นใหม่ถูกพัฒนาขึ้นให้มีขนาด 14 นิ้ว ตามประวัติแล้วถือว่าเกิดขึ้นยุค 1960 ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการหน่วยเก็บข้อมูลในตลาดเริ่มขยายตัว ฮาร์ดไดร์ฟที่ใช้แพลตเตอร์ 14 นิ้วแม้จะมีความหนักและใหญ่อยู่ แต่เมื่อเทียบกับแพลตเตอร์ 24 นิ้วแล้ว ถือว่าเล็กและเบากว่ามาก ในยุคนี้ฮาร์ไดร์ฟจึงเริ่มสามารถเคลื่อนย้ายได้แล้ว และสามารถพ่วงไปกับระบบได้


Hard drive hall of fame
Here's a brief look at some notable hard drives in history.

YearDrive
1956IBM 350. Consists of 50 disks, each 24 inches in diameter.
1962IBM comes up a storage system based on packs of six 14-inch disks. Each pack holds 2MB. Commercially, this is when drives take off.
1979IBM develops an 8-inch drive.
1980The 5.25-inch "Winchester" drive makes its debut. Its design plays a key
role in the development of the PC market.
1983Rodine issues a 10MB 3.25-inch drive. It's still the standard form factor
for desktops.
1988PrairieTek releases its 2.5-inch 20MB drive, the size of which remains the
mainstay in notebooks.
1991Integrated Peripherals debuts its 1.8-inch drive. Drives this size aren't
destined to go mainstream until the debut of Apple Computer's first iPod, more than 10 years later.
1992Hewlett-Packard produces a 1.3-inch drive. It doesn't make a major bang,
though drive manufacturers are now thinking about bringing it back.
1999IBM releases a 1-inch microdrive with 340MB of capacity. That capacity has
since expanded to 8GB.
2004Toshiba shrinks the drive to 0.85 inches in diameter. Many believe that this
is the smallest size drive that will be mass-made.


คลิปวิดีโอ :
- IBM 305 RAMAC, youtube
- IBM 305 RAMAC ชุด 2
- RAMAC ชุด3, google video

แหล่งข้อมูลจาก :
- ผู้จัดการ
- CNET News.com, รูปภาพเกี่ยวกับ RAMAC
- Hitachi Global Storage Technologies
- http://www.arip.co.th/2006/news.php?id=405597
- http://www.cedmagic.com/history/ibm-305-ramac.html
- http://www.eetimes.com/news/98/1016news/disk.html
อ่านรายละเอียด...

กำเนิดแผ่นซีดี

แผ่นซีดี (Compact Disc) ที่เราใช้กันทุกวันนี้ เคยสงสัยหรือเปล่าครับว่าเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ถ้าอยากรู้ลองอ่านดูครับ

ในช่วงทศวรรษปี ค.ศ. 1970 (ตรงกับ พ.ศ. 2513 ถึง 2522) นักวิจัยของบริษัทฟิลิปส์ ได้ใช้เทคโนโลยีของแผ่นเลเซอร์ดิสค์ มาทดลองสร้างแผ่นออพติคอลสำหรับเก็บเสียงแต่เพียงอย่างเดียว โดยเริ่มแรกใช้วิธีการเข้ารหัสเสียงแบบ wideband FM และแบบ PCM ในระบบดิจิทัลในเวลาต่อมา ช่วงปลายทศวรรษ ฟิลิปส์ โซนี่ และบริษัทอื่น ๆ แสดงต้นแบบของแผ่นดิสค์ระบบเสียงดิจิตอล

ในปี พ.ศ. 2522 ฟิลิปส์ และ โซนี่ ตัดสินใจร่วมมือกัน จัดตั้งทีมวิศวกรร่วม ซึ่งมีภารกิจออกแบบแผ่นดิสค์ระบบเสียงดิจิตอลแบบใหม่ สมาชิกที่สำคัญของทีมคือ Kees Immink และ Toshitada Doi หลังจากทดลองและถกเถียงกันหนึ่งปี ทีมงานได้ออกมาตรฐานเรดบุ๊ค ซึ่งเป็นมาตรฐานของคอมแพคดิสค์ ฝ่ายฟิลิปส์สนับสนุนในเรื่องกระบวนการผลิต โดยอาศัยเทคโนโลยีการผลิตเลเซอร์ดิสค์ ฟิลิปส์ยังสนับสนุนวิธีการมอดูเลตแบบ EFM ซึ่งสามารถบันทึกเสียงได้มาก และทนต่อรอยขูดขีด หรือรอยนิ้วมือ ขณะที่โซนี่สนับสนุนวิธีรหัสแก้ข้อผิดพลาด (error correction) CIRC ในเอกสาร Compact Disc Story ที่บอกเล่าโดยสมาชิกหนึ่งของทีม ให้ข้อมูลถึงที่มาของการตัดสินใจทางเทคนิคจำนวนมาก รวมถึงการเลือกของความถี่การสุ่ม ระยะเวลาในการเล่น และเส้นผ่าศูนย์กลางแผ่นดิสค์ ฟิลิปส์ได้บรรยายไว้ว่า คอมแพคดิสค์ "ถูกประดิษฐ์ร่วมกันโดยกลุ่มคนมากมายทำงานร่วมกันเป็นทีม" ("invented collectively by a large group of people working as a team.")

ซีดีถูกผลิตขึ้นมาในแบบอุตสาหกรรมครั้งแรกในโลกเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2525 โดยในครั้งนั้นเป็นการผลิตแผ่น CD สำหรับเครื่องเล่นเพลง(Audio CD) ต่อมาในปี 2528 จึงเกิดแผ่นซีดีสำหรับเก็บข้อมูล(CD-ROM) ตามมา และแผ่น CD ที่พลิกวิธีชีวิตของคนทั้งโลกก็ได้เกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีหลังจากมีการกำหนดของ CD-ROM นั่นคือในปี 2533 แผ่น CD-R หรือแผ่นซีดีที่สามารถเขียนข้อมูลลงไปได้ด้วยเครื่องเขียนข้อมูลก็บังเกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลงานคิดค้นของ 2 บริษัทใหญ่ คือ โซนี่ (Sony) และ ฟิลลิปป์ (Phillips)


A Compact Disc (or CD) is an optical disc used to store digital data, originally
developed for storing digital audio. The CD, available on the market since late
1982, remains the standard playback medium for commercial audio recordings to
the present day.







* วีดีโอครบรอบ 25 ปีของ CDในวันที่ 17 สิงหาคม 2007

แหล่งข้อมูลจาก
- techxcite.com
- http://en.wikipedia.org/wiki/Compact_Disc
- http://www.msnbc.msn.com/id/20303440/
- http://news.bbc.co.uk/1/hi/technology/6950845.stm
- http://siliconuser.com/?q=node/15


อ่านรายละเอียด...

Tuesday, March 11, 2008

เงินออมที่ประกันสังคม

เพื่อนๆ ที่มีประกันสังคมสามารถเช็คเงินของท่านได้ที่ http://www.sso.go.th/enquiry ต้องลงทะเบียนก่อนถึงจะเช็คได้

วิธีการ เพียงใส่เลขที่บัตรประชาชน วัน (วรรค) เดือนภาษาไทย (วรรค) พศ.เกิด เช่น 20 เมษายน 2518 กด Submit ก็สามารถตรวจสอบได้แล้ว ผลประโยชน์ของเราอย่ามองข้าม เงินออม เล็ก ๆ น้อย ๆ จากประกันสังคมที่ท่านไม่ควรลืม


เช่น ทุกเดือนบริษัทจะหักเงิน 5% ของ 15,000.- (เงินเดือนขั้นสูงสุด)= 750 บาท จากเงินเดือน
  • 1.5% = 225 บาทจะประกันเจ็บป่วย ตาย
  • 0.5% = 75 บาท จะประกันการว่างงาน
  • 3% = 450 บาท จะประกันชราภาพ
  • เดือนละ 450.- บาท = ปีละ 5,400.-บาท

ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการออมเงิน 1 ปี 5,400 บาท คือท่านจะได้เงินสบทบอีก 100% จากนายจ้างคือปีละ 5,400.- + ดอกเบี้ยจากประกันสังคม ปี 45 = 4.2%, ปี 46 = 6.5%
(สรุปท่านได้ผลประโยชน์ 106.5% คือฝาก 5,400 เงินของท่านจะได้รับประมาณ 11,502 บาท เห็นไหมว่า สูงมากๆ

จึงอยากจะเตือนว่าอย่าเห็นเป็นเงิน เล็กน้อย ท่านจะได้คืนเงินจำนวนนี้เมื่ออายุครบ 55 ปี หรือถ้า 55 ปี แล้วยังทำงานก็จนกว่าจะเลิกทำคือ เลิกส่งเงินประกันสังคม

ที่สำคัญ คือ ต้องขอคืนภายใน 1 ปีหลังจากเกษียณเท่านั้น ห้ามเกินแม้แต่ 1 วันมิฉะนั้นจะถูกยกเข้าเงินกองกลางไปเลย **** ไม่สามารถฟ้องอุทธรณ์ ได้เลย

การขอคืน

  1. ถ้าท่านส่งเงินสมทบน้อยกว่า 15 ปี ท่านจะได้เป็นเงินบำเหน็จ คือ ได้เป็นก้อนไปเลยเยอะอยู่นา อย่าลืมละ
  2. แต่ถ้าท่านส่งเงินมากกว่า 15 ปีท่านจะได้เป็นบำนาญ (ไม่สามารถเลือกเป็นบำเหน็จได้) 15% บวกอีกร้อยละหนึ่งต่อระยะเวลาจ่ายเพิ่ม 1 ปี เช่น ส่งเงินสมทบ 20 ปีได้ 20%ของ 15000.-บาท เท่ากับ 3,000 บาท ต่อเดือน

สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเข้าทาง internet ให้ โทรสอบถามที่ 1506 แล้วกด 1
จากนั้นให้ทำรายการตามที่เครื่องบอก ก็จะได้ข้อมูลเหมือนกัน


อ่านรายละเอียด...