Custom Search
หน้าแรก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ข่าวกิจกรรม (+) คู่มือเด็กคอมฯ ประวัติมหาวิทยาลัยฯ ทำเนียบรุ่นศิษย์เก่า รูปภาพเพื่อนๆ สมุดเยี่ยมชมเว็บไซต์




ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ หลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์
Computer Science, Rajabhat Rajanagarindra University Alumni.

ทักทาย: " ตอนนี้เพื่อนๆ คงสบายดีกันทุกๆ คนนะ :) ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นแล้ว รักษาสุขภาพกันด้วยนะ เดี๋ยวจะไม่สบายกัน
สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังเรียนต่อกันอยู่ ก็คงใกล้จบกันแล้ว ก็ขอเอาใจช่วยให้ประสบความสำเร็จเร็วๆ จ้า (อย่าลืมหาเวลาผักผ่อนด้วยนะจ๊ะ)
สุดท้ายนี้ ถ้ามีข่าวแจ้งกับเพื่อนๆ ผ่านทางเว็บนี้ก็อีเมล์ไปที่นี่ได้จ้า prayut_14@hotmail.com :) "

  • งานแต่งงานพงษ์เทพ(มู) 4 มีนาคม 2555 นี้นะครับ - ขออัพเดตเว็บไซต์สักหน่อยนะครับ พักหลังไม่ค่อยได้ลงอัพเดตข่าวเพื่อนๆ กันสักเท่าไหร่ อิอิ ก็ไม่ค่อยมีเรื่องนำมาเขียนอะนะ มาคร่าวนี้ขอแจ้งข่าวงานแต่งงานของ...
    14 years ago
เว็บไซต์วิทยาการคอมพิวเตอร์ฯ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี - เพื่อนๆ แวะทักทาย/แจ้งข่าว คลิกที่นี่เลยจ้า! - รับข่าวทางอีเมล์
Showing posts with label เทคโนโลยี. Show all posts
Showing posts with label เทคโนโลยี. Show all posts

Friday, May 16, 2008

เลเซอร์เกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อ 48 ปีที่แล้ว

เลเซอร์ (laser) ย่อมาจากคำว่า Light Amplification by Stimulated Emission of Radiation ในทางฟิสิกส์ คือ อุปกรณ์ที่ให้กำเนิดลำแสง ที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่รวมกันระหว่างกลศาสตร์ควอนตัมกับอุณหพลศาสตร์ ซึ่งพลังงานแสงเลเซอร์ สามารถมีคุณสมบัติได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการออกแบบ เลเซอร์ส่วนมากจะเป็นลำแสงที่มีขนาดเล็ก มีการเบี่ยงเบนน้อย (low-divergence beam) และสามารถระบุความยาวคลื่นได้ง่าย โดยดูจากสีของเลเซอร์ ถ้าอยู่ในสเป็กตรัมที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า (visible spectrum) ซึ่งเลเซอร์นี้อาจกล่าวได้ว่า เป็นการรวมพลังงานแสงที่ส่งออกมาจากหลายความยาวคลื่นเข้าด้วยกัน

เลเซอร์ จะหมายรวมไปถึงการให้พลังงานผ่านทางสื่อนำแสง ซึ่งสื่อนำแสงอาจเป็นได้ทั้งของแข็ง ของเหลว ก๊าซ หรืออิเล็กตรอนอิสระที่มีคุณสมบัติสามารถนำแสงได้ ในรูปแบบที่ง่ายที่สุด ออบติคอล คาวิตี้ (Optical cavity) จะประกอบไปด้วยกระจก 2 อัน ที่จะจัดเรียงแสงเข้าด้วยกันครั้งแล้วครั้งเล่า โดยที่แต่ละครั้งจะผ่านสื่อนำแสง โดนหนึ่งในกระจกนั้น (Output coupler) จะส่งลำแสงออกมา

ลำแสงเลเซอร์ ที่ผ่านทางสื่อนำแสงจะมีความยาวคลื่นเฉพาะ และมีพลังงานเพิ่ม ซึ่งกระจกนี้จะพยายามทำให้แสงส่วนมาก สามารถผ่านทางสื่อนำแสงให้ได้ และออกมาเป็นลำแสงเลเซอร์ กระบวนการเหนี่ยวนำลำแสงเพื่อเพิ่มพลังงานนี้ จะใช้พลังงานไฟฟ้าหรือแแสงในหลายความยาวคลื่น ซึ่งในการทดลองแต่ละครั้ง ความยาวคลื่นของแสงในแต่ละความยาวคลื่น จะส่งผลโดยตรงต่อคุณสมบัติ รูปร่าง และความยาวคลื่นของลำแสงเลเซอร์ที่สร้างออกมา

การค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเลเซอร์ เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 1960 โดย ทีโอดอร์ ไมแมน (Theodore Maiman) ที่สถาบันวิจัย ฮิวจ์ (Hughes Research Laboratories) ทุกวันนี้เลเซอร์กลายเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้หลายพันล้านดอนล่าร์ ผลผลิตจากงานวิจัยเลเซอร์ และกลายเป็นอุปกรณ์ที่มีใช้กันอย่างแพร่หลาย มีให้เห็นอย่างเช่น แผ่นดีวีดี แผ่นซีดี เครื่องเล่นดีวีดี เครื่องอ่านบาร์โค้ด อุปกรณ์ตัดโลหะด้วยเลเซอร์ ฯลฯ จะเห็นได้ว่าเลเซอร์มีการใช้กันอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์ ด้านอุตสาหกรรม ด้านการแพทย์ หรือแม้กระทั่งด้านการทหาร ก็เพราะว่าเลเซอร์สามารถควบคุมความยาวคลื่นตามที่ต้องการได้


แหล่งข้อมูล:



อ่านรายละเอียด...

Wednesday, March 12, 2008

ฮาร์ดดิสก์ตัวแรกของโลก

บริษัทไอบีเอ็มเปิดเผยว่า วันที่ 13 กันยายน 1956 เป็นวันที่ฮาร์ดดิสก์ตัวแรกถืออุบัติขึ้นบนโลก ภายใต้ชื่อรุ่น 305 RAMAC ฮาร์ดดิสก์ดังกล่าวมีน้ำหนักมากถึง 1 ตัน และมีความจุข้อมูล 5MB บนแผ่นจานบันทึกข้อมูลเส้นผ่านศูนย์กลาง 24 นิ้วจำนวน 50 แผ่น โดยมีมูลค่าประมาณ 50,000 เหรียญฯ (เทียบความจุกับปัจจุบันมันเท่ากับการเก็บไฟล์เพลงแค่ไฟล์เดียวในเครื่องเล่นในไอพอด) ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีฮาร์ดดิสก์ ข้อมูลต่างๆ ของคอมพิวเตอร์จะถูกจัดเก็บลงบนเทปแม่เหล็ก และเข้าถึงข้อมูลตามลำดับการจัดเก็บบนเทป หรือซีเควนเชียลภายหลัง 50 ปีต่อมา(ปี 2006) ฮาร์ดดิสก์ปัจจุบันสามารถจัดเก็บข้อมูลได้มากกว่า RAMAC ถึง 100 ล้านเท่า และแทนที่มันจะมีขนาดเท่ากับตู้เย็น 2 ตู้ ก็กลับมีขนาดที่เล็กจนสามารถใส่กระเป๋าพกพาไปไหนต่อไหนได้อย่างสบาย และเมื่อเทียบราคาต่อกิกะไบต์ก็ลดลงจาก 10,000,000 เหรียญฯ (ประเมินราคาหากใช้เทคโนโลยีของฮาร์ดดิสก์ตัวแรก) เหลือไม่ถึง 0.5 เหรียญฯ ในปัจจุบัน Al Hoagland วิศวกรวัย 79 ปี ผู้มีส่วนช่วยในการสร้างฮาร์ดดิสก์ตัวแรกของโลกกำลังพยายามทำให้ RAMAC กลับมาทำงานได้อีกครั้ง เพื่อนำไปไว้ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Computer History Musium) ในเมาเท็นต์วิว (จาก ARiP)



ในโอกาสที่ปี 2006 คือปีที่ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ครบ 50 ปี มาทำความรู้จักกับฮาร์ดไดร์ฟรุ่นดึกก่อนที่จะมีการพัฒนามาเป็นฮาร์ดไดร์ฟรุ่นจิ๋วแจ๋วในปัจจุบัน ซึ่งมีน้ำหนักถึง 250 กิโลกรัมแต่เก็บข้อมูลได้เพียง 5 เมกะไบต์เท่านั้น

IBM 305 RAMAC
Introduced in 1956, the IBM 305 RAMAC (Random Access Memory Accounting System) was an electronic general purpose data processing machine that maintained business records on a real-time basis. The 305 RAMAC was one of the last vacuum tube systems designed by IBM, and more than 1,000 of them were built before production ended in 1961. (from: IBM)



RAMAC (Random Access Method of Accounting and Control) เป็นหน่วยเก็บข้อมูลซึ่งได้รับการจารึกว่าเป็นฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟตัวแรกของโลก ฝีมือการผลิตของยักษ์ใหญ่สีฟ้าไอบีเอ็ม (IBM) เริ่มใช้งานจริงในช่วงปี 1956 หรือ 50 ปีที่แล้ว มีแพลตเตอร์ (platter) หรือจานเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ 24 นิ้ว ถือว่าใหญ่มากเมื่อเทียบกับแพลตเตอร์ของไมโครไดร์ฟขนาด 1 นิ้วซึ่งเป็นฮาร์ดไดร์ฟขนาดเล็กพิเศษผลงานการผลิตล่าสุดของฮิตาชิ

RAMAC ประกอบด้วยแผ่นแพลตเตอร์หลายๆแผ่นซ้อนกัน มีหัวอ่านเพื่ออ่านข้อมูลในแพลตเตอร์แต่ละชั้น ใน RAMAC แบบดั้งเดิมนั้นใช้แพลตเตอร์ขนาด 24 นิ้วถึง 50 แผ่น รวมน้ำหนักมากกว่า 250 กิโลกรัม สามารถเก็บข้อมูลได้ 5 เมกะไบต์ ถือว่าหรูมากในยุค 50 ปีที่แล้ว

แพลตเตอร์ที่เป็นส่วนประกอบใน RAMAC มีขนาดใหญ่ถึง 24 นิ้วแต่เก็บข้อมูลได้ไม่มากเท่าแพลตเตอร์ขนาด 1 นิ้วที่ฮิตาชิผลิตได้ในขณะนี้ โดยฮิตาชิระบุว่า แพลตเตอร์ที่ใช้ในฮาร์ดไดร์ฟความจุ 8GB ขนาด 1 นิ้วสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าแพลตเตอร์ขนาด 24 นิ้วของ RAMAC แผ่นเดียวถึง 80,000 เท่า โดยความจุรวมของไดร์ฟ 8GB ขนาด 1 นิ้วนั้นมากกว่า RAMAC ราว 1,600 เท่า

ผู้ที่เป็นเจ้าของ RAMAC ฮาร์ดไดร์ฟเครื่องแรกของโลกคือบริษัท Crown Zellerbach บริษัทผลิตกระดาษในซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์การ์ดให้กับไอบีเอ็มในสมัยนั้น โดยจิม พอร์เตอร์ (Jim Porter) ประธานบริษัท Disk/Trend ผู้ทำงานให้ Crown ในขณะนั้นเล่าให้ฟังว่า RAMAC ส่งเสียงดังมากขณะทำงาน และลูกค้าของ Crown มักจะขอดูฮาร์ดไดร์ฟตัวนี้อยู่เสมอ

ถัดจากยุคแพลตเตอร์ยักษ์ขนาด 24 นิ้ว แพลตเตอร์รุ่นใหม่ถูกพัฒนาขึ้นให้มีขนาด 14 นิ้ว ตามประวัติแล้วถือว่าเกิดขึ้นยุค 1960 ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการหน่วยเก็บข้อมูลในตลาดเริ่มขยายตัว ฮาร์ดไดร์ฟที่ใช้แพลตเตอร์ 14 นิ้วแม้จะมีความหนักและใหญ่อยู่ แต่เมื่อเทียบกับแพลตเตอร์ 24 นิ้วแล้ว ถือว่าเล็กและเบากว่ามาก ในยุคนี้ฮาร์ไดร์ฟจึงเริ่มสามารถเคลื่อนย้ายได้แล้ว และสามารถพ่วงไปกับระบบได้


Hard drive hall of fame
Here's a brief look at some notable hard drives in history.

YearDrive
1956IBM 350. Consists of 50 disks, each 24 inches in diameter.
1962IBM comes up a storage system based on packs of six 14-inch disks. Each pack holds 2MB. Commercially, this is when drives take off.
1979IBM develops an 8-inch drive.
1980The 5.25-inch "Winchester" drive makes its debut. Its design plays a key
role in the development of the PC market.
1983Rodine issues a 10MB 3.25-inch drive. It's still the standard form factor
for desktops.
1988PrairieTek releases its 2.5-inch 20MB drive, the size of which remains the
mainstay in notebooks.
1991Integrated Peripherals debuts its 1.8-inch drive. Drives this size aren't
destined to go mainstream until the debut of Apple Computer's first iPod, more than 10 years later.
1992Hewlett-Packard produces a 1.3-inch drive. It doesn't make a major bang,
though drive manufacturers are now thinking about bringing it back.
1999IBM releases a 1-inch microdrive with 340MB of capacity. That capacity has
since expanded to 8GB.
2004Toshiba shrinks the drive to 0.85 inches in diameter. Many believe that this
is the smallest size drive that will be mass-made.


คลิปวิดีโอ :
- IBM 305 RAMAC, youtube
- IBM 305 RAMAC ชุด 2
- RAMAC ชุด3, google video

แหล่งข้อมูลจาก :
- ผู้จัดการ
- CNET News.com, รูปภาพเกี่ยวกับ RAMAC
- Hitachi Global Storage Technologies
- http://www.arip.co.th/2006/news.php?id=405597
- http://www.cedmagic.com/history/ibm-305-ramac.html
- http://www.eetimes.com/news/98/1016news/disk.html
อ่านรายละเอียด...

กำเนิดแผ่นซีดี

แผ่นซีดี (Compact Disc) ที่เราใช้กันทุกวันนี้ เคยสงสัยหรือเปล่าครับว่าเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ถ้าอยากรู้ลองอ่านดูครับ

ในช่วงทศวรรษปี ค.ศ. 1970 (ตรงกับ พ.ศ. 2513 ถึง 2522) นักวิจัยของบริษัทฟิลิปส์ ได้ใช้เทคโนโลยีของแผ่นเลเซอร์ดิสค์ มาทดลองสร้างแผ่นออพติคอลสำหรับเก็บเสียงแต่เพียงอย่างเดียว โดยเริ่มแรกใช้วิธีการเข้ารหัสเสียงแบบ wideband FM และแบบ PCM ในระบบดิจิทัลในเวลาต่อมา ช่วงปลายทศวรรษ ฟิลิปส์ โซนี่ และบริษัทอื่น ๆ แสดงต้นแบบของแผ่นดิสค์ระบบเสียงดิจิตอล

ในปี พ.ศ. 2522 ฟิลิปส์ และ โซนี่ ตัดสินใจร่วมมือกัน จัดตั้งทีมวิศวกรร่วม ซึ่งมีภารกิจออกแบบแผ่นดิสค์ระบบเสียงดิจิตอลแบบใหม่ สมาชิกที่สำคัญของทีมคือ Kees Immink และ Toshitada Doi หลังจากทดลองและถกเถียงกันหนึ่งปี ทีมงานได้ออกมาตรฐานเรดบุ๊ค ซึ่งเป็นมาตรฐานของคอมแพคดิสค์ ฝ่ายฟิลิปส์สนับสนุนในเรื่องกระบวนการผลิต โดยอาศัยเทคโนโลยีการผลิตเลเซอร์ดิสค์ ฟิลิปส์ยังสนับสนุนวิธีการมอดูเลตแบบ EFM ซึ่งสามารถบันทึกเสียงได้มาก และทนต่อรอยขูดขีด หรือรอยนิ้วมือ ขณะที่โซนี่สนับสนุนวิธีรหัสแก้ข้อผิดพลาด (error correction) CIRC ในเอกสาร Compact Disc Story ที่บอกเล่าโดยสมาชิกหนึ่งของทีม ให้ข้อมูลถึงที่มาของการตัดสินใจทางเทคนิคจำนวนมาก รวมถึงการเลือกของความถี่การสุ่ม ระยะเวลาในการเล่น และเส้นผ่าศูนย์กลางแผ่นดิสค์ ฟิลิปส์ได้บรรยายไว้ว่า คอมแพคดิสค์ "ถูกประดิษฐ์ร่วมกันโดยกลุ่มคนมากมายทำงานร่วมกันเป็นทีม" ("invented collectively by a large group of people working as a team.")

ซีดีถูกผลิตขึ้นมาในแบบอุตสาหกรรมครั้งแรกในโลกเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2525 โดยในครั้งนั้นเป็นการผลิตแผ่น CD สำหรับเครื่องเล่นเพลง(Audio CD) ต่อมาในปี 2528 จึงเกิดแผ่นซีดีสำหรับเก็บข้อมูล(CD-ROM) ตามมา และแผ่น CD ที่พลิกวิธีชีวิตของคนทั้งโลกก็ได้เกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีหลังจากมีการกำหนดของ CD-ROM นั่นคือในปี 2533 แผ่น CD-R หรือแผ่นซีดีที่สามารถเขียนข้อมูลลงไปได้ด้วยเครื่องเขียนข้อมูลก็บังเกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลงานคิดค้นของ 2 บริษัทใหญ่ คือ โซนี่ (Sony) และ ฟิลลิปป์ (Phillips)


A Compact Disc (or CD) is an optical disc used to store digital data, originally
developed for storing digital audio. The CD, available on the market since late
1982, remains the standard playback medium for commercial audio recordings to
the present day.







* วีดีโอครบรอบ 25 ปีของ CDในวันที่ 17 สิงหาคม 2007

แหล่งข้อมูลจาก
- techxcite.com
- http://en.wikipedia.org/wiki/Compact_Disc
- http://www.msnbc.msn.com/id/20303440/
- http://news.bbc.co.uk/1/hi/technology/6950845.stm
- http://siliconuser.com/?q=node/15


อ่านรายละเอียด...